
สอท.ฟื้นอุตฯยาง-พลาสติก
สร้างมูลค่าเพิ่มแก้ปัญหาราคาตกต่ำขยายโอกาสธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
สร้างมูลค่าเพิ่มแก้ปัญหาราคาตกต่ำขยายโอกาสธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
ส.อ.ท.เสนอโมเดลแก้ปัญหายางพารา ตกต่ำ ให้สร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราพลาสติก โอกาสธุรกิจในอาเซียน
เพิ่มจำนวนตัดต้นไม้ยางพารา 5 แสนไร่ และดันราคายางสูงถึง 80 บาทในอนาคต
นายวิถี สุพิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทยที่ราคายางแผ่นลดลงมาอยู่ที่ 50 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพารา โดยการแปรรูปเป็นชีวมวลอัดแท่งเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล เพิ่มการตัดยางพาราต่อปีเป็น 5 แสนไร่ ทำให้ยางราคาไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่า เชื่อว่าในอนาคตราคามีโอกาสสูงถึง 80 บาท/กิโลกรัม
สำหรับการเพิ่มตัดยางพาราเป็น 5 แสนไร่/ปี ทำให้ชาวไร่มีรายได้ไร่ละ 3 หมื่นบาท รวมเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี จากปัจจุบันมีการตัดยางพารา 3 แสนไร่/ปี เกษตรกรยางพารามีรายได้ 9,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ควรแบ่งพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20% ไปปลูกพืชทดแทนชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ทำให้พื้นที่การปลูกยางพาราลดลงได้ในอนาคต หรือหายไปเฉลี่ย 2 แสนไร่/ปี ภายใน 7 ปี พื้นที่การปลูกยางพาราจะลดลงไปประมาณ 1 ล้านไร่
ด้านการนำเศษไม้ยางพาราไปแปรรูปยางพาราคาเป็นชีวมวลอัดแท่ง เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น มีความต้องการในตลาดสูงมาก รวมทั้งหากมีการนำเศษไม้ยางพาราหรือนำเศษไม้ต่างๆ ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไม้ สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมขี้เลื่อยอัดเม็ดได้อีกมหาศาล ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น สามารถสร้างในภาคใต้ ขนาด 9-10 เมกะวัตต์ได้ มีการลงทุนขนาด 700-800 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้
ขณะที่เศษเหลือทิ้งจากไม้ยางพารา สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งราคากิ่งไม้ทำฟื้นราคา 700 บาท/ตัน ปีกไม้ราคา 500 บาท/ตัน ไม้แปรรูป 2,300 บาท/ตัน ขี้เลื่อยราคา 700 บาท/ตัน และรากไม้ 400 บาท/ตัน
นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมไม้อัดยางพาราที่จะทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ใช้งานในบ้านได้ ดังนั้นอุตสาหกรรมยางพาราของไทยมีโอกาสเติบโตได้มากในอนาคต
นายวิถี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีการปลูกยางพาราจำนวน 11 ล้านไร่ และอายุของยางพาราจะอยู่ที่ 25 ปี จะต้องมีการปลูกยางพาราใหม่ โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการตัดยางพาราปีละ 3 แสนไร่ และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จะจัดสรรงบมาให้ไร่ละ 1.6 หมื่นบาท เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางพารานำมาเบิกจ่ายใช้อย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปี ซึ่ง สกย.จะส่งเสริมจำนวน 2.5 แสนไร่ จึงต้องการให้ สกย.เพิ่มจำนวนการส่งเสริมพื้นที่ปลูกให้สูงขึ้น
นายฐิติธัม พงศ์พนางาม เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐหันมาส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อเพิ่มมูลค่าพลาสติกของไทยอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีนำเข้าเม็ดพลาสติก 75,431 บาท/ตัน แต่มีการส่งออกเม็ดผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ 54,686 บาท/ตัน
สำหรับภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าพลาสติก 152,570 ล้านบาท เติบโต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่าการส่งออกรวม 254,441 ล้านบาท เติบโต 18% แยกเป็น ส่งออกเม็ดพลาสติก 184,191 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์พลาสติก 70,248 ล้านบาท
นายเอกสิทธิ์ เจริญกิจขจร รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สายงานต่างประเทศ ส.อ.ท. กล่าวว่า ประเทศไทยได้ร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุม ผู้ประกอบการพลาสติกอาเซียน ครั้งที่ 15 ในชื่อ The 15th Term ASEAN Federation of plastic Industries Conference (2012-2014) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เชื่อมั่นว่างานนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความเสมอภาคของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมของภูมิภาคอาเซียน







