posttoday
สกอตแลนด์แยกตัวจากสหราชอาณาจักร

สกอตแลนด์แยกตัวจากสหราชอาณาจักร

18 กันยายน 2557

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้ คงไม่พ้นการลงประชามติของแคว้นสกอตแลนด์ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ว่าจะกลายเป็นประเทศที่แยกตัวเป็นเอกราชออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ โดยผลสำรวจในช่วงต้นมีคะแนนเสียงสนับสนุนการแยกเป็นอิสระที่ต่ำกว่ามติการรวมประเทศค่อนข้างสูง จึงไม่ได้สร้างความกังวลมากนัก แต่จากการรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายที่ต้องการแยกประเทศ ทำให้ส่วนต่างคะแนนเริ่มลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4 เท่านั้น ขณะที่ในโพลจากบางสำนัก ผลสำรวจฝ่ายที่ต้องการแยกประเทศถึงขั้นนำด้วยซ้ำ ทำให้การลงประชามติในครั้งนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของชาวโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดการเงิน

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้ คงไม่พ้นการลงประชามติของแคว้นสกอตแลนด์ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ว่าจะกลายเป็นประเทศที่แยกตัวเป็นเอกราชออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ โดยผลสำรวจในช่วงต้นมีคะแนนเสียงสนับสนุนการแยกเป็นอิสระที่ต่ำกว่ามติการรวมประเทศค่อนข้างสูง จึงไม่ได้สร้างความกังวลมากนัก แต่จากการรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายที่ต้องการแยกประเทศ ทำให้ส่วนต่างคะแนนเริ่มลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4 เท่านั้น ขณะที่ในโพลจากบางสำนัก ผลสำรวจฝ่ายที่ต้องการแยกประเทศถึงขั้นนำด้วยซ้ำ ทำให้การลงประชามติในครั้งนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของชาวโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดการเงิน

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2250 หรือกว่า 300 ปีที่ผ่านมา สกอตแลนด์ได้เข้ารวมเป็นประเทศเดียวกับอังกฤษ ก่อตั้งเป็นสหราชอาณาจักรแห่งเกาะเกรท บริเตน แต่แม้จะรวมเป็นประเทศเดียวกัน แต่ประชาชนก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทั้งด้านวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2542 รัฐบาลอังกฤษได้มีการผ่อนปรนแก้ไขกฎหมายให้สกอตแลนด์ปกครองตนเองได้ โดยมีรัฐบาลและรัฐสภาของตนเอง และสามารถกำหนดนโยบายปกครองตนเอง แต่การแก้ไขดังกล่าวกลับสร้างแรงกระตุ้นให้เรียกร้องเพิ่มขึ้น จนปี 2554 รัฐบาลเอดินบะระ (เมืองหลวงของสกอตแลนด์) ได้รับมติจากสภาให้เดินหน้าจัดลงประชามติให้แยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งรัฐบาลอังกฤษ นำ โดยนายกรัฐมนตรี เดวิดคาเมรอนเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องการอยู่กับอังกฤษ จึงยอมลงนามรับรองมตินี้ ว่าจะให้มีการจัดหยั่งประชามติภายในปี 2557 ซึ่งหากผลคะแนนทำให้สกอตแลนด์เป็นเอกราช จะถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาลอังกฤษชุดนี้เลยทีเดียว

ดังนั้น รัฐบาลอังกฤษจึงพยายามทำทุกวิถีทางให้สกอตแลนด์ไม่แยกตัวออกไป ทั้งได้เสนอการให้สิทธิในการบริหารจัดการด้านคลัง ภาษี และสวัสดิการที่มากขึ้นกับรัฐบาลสกอตแลนด์ เพื่อแลกกับการไม่แยกดินแดน รวมถึงมีการระบุชัดว่าหากมีการแยกดินแดน สกอตแลนด์จะไม่มีสิทธิในสกุลเงินปอนด์ และรัฐบาลอังกฤษจะยับยั้งการเข้าร่วมสมาชิกในสหภาพยุโรปของสกอตแลนด์ นอกจากนี้ ยังจะใช้นโยบายในการกดดันด้านธนาคารและการเงินที่มีกับสกอตแลนด์ให้มากขึ้น ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษพยายามทำไปนั้น ชี้ให้เห็นว่าสกอตแลนด์มีความสำคัญกับสหราชอาณาจักรอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ

แม้ว่าจะมีประชากรเพียง 1 ใน 10 (ประมาณ 5 ล้านคน) ของสหราชอาณาจักร แต่สกอตแลนด์มีพื้นที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 และมีเมืองที่สำคัญอยู่มาก เช่น เมืองศูนย์กลางทางการเงินอย่างเอดินบะระ (Edinburgh) เมืองอุตสาหกรรมและท่าเรือที่สำคัญอย่างกลาสโกว์ (Glasgow) เมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรปอย่างแอเบอร์ดีน (Aberdeen) โดยเฉพาะการที่แหล่งน้ำมันกว่า 90% ของอังกฤษอยู่บริเวณน่านน้ำของสกอตแลนด์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ค่าเงินปอนด์ และอุตสาหกรรมน้ำมันของอังกฤษอย่างมาก

อย่างไรก็ดี หากแม้ว่าผลการลงประชามติจะออกมาและสกอตแลนด์จะมีการแยกตัวออกมาในระยะสั้น น่าจะยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญนัก แต่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสกอตแลนด์มากกว่า เนื่องจากเชื่อว่าจะมีการแห่ถอนเงินจากธนาคารในสกอตแลนด์อย่างมาก เพราะยังไม่มีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนว่าหากมีการแยกประเทศแล้ว สกุลเงินปอนด์ของอังกฤษจะยังคงใช้ได้หรือไม่ในสกอตแลนด์ ขณะที่ผลบวกต่ออังกฤษคือการส่งออก เนื่องจากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลง

ในระยะยาวแม้จะเร็วเกินไปที่จะระบุได้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์จะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรในภาพรวมอาจจะไม่ได้เลวร้ายมากนัก เพราะแม้แหล่งน้ำมันหลักของอังกฤษจะอยู่น่านน้ำสกอตแลนด์ แต่อังกฤษยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับปริมาณการผลิตที่ลดลง ดังนั้น การที่สหราชอาณาจักรจะเสียแหล่งน้ำมันในสกอตแลนด์ไปก็อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญนัก เพราะอย่างไรก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอยู่ดี และเมื่อพิจารณาด้านส่งออก สหราชอาณาจักรส่งออกไปสหภาพยุโรปเป็นตลาดหลักกว่า 50% ของยอดการส่งออกทั้งหมด แต่สัดส่วนดังกล่าวมียอดการส่งออกจากสกอตแลนด์เพียงไม่ถึง 10%

จากความกังวลในผลการลงมติครั้งนี้ เราจึงเชื่อว่าผลกระทบต่อการลงทุนจะเป็นไปในระยะสั้นและอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังเติบโตไปได้ต่อเนื่อง และบริษัทจดทะเบียนที่มีปัจจัยพื้นฐานดีก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนี้ มาตรการของธนาคารกลางยุโรปเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและแผนการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ประกาศออกมาในช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปยังคงสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงจึงอาจจะใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นยุโรปมีการปรับฐานเข้าทยอยสะสมการลงทุนเพิ่มเติมได้เพื่อตอบรับต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป อย่างไรก็ดี ตลาดน่าจะมีความผันผวนมากขึ้น ในระยะสั้น ผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ จึงอาจจะพิจารณาหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงสั้น n

(บทความนี้เขียนก่อนการลงประชามติของสกอตแลนด์วันที่ 18 ก.ย.นี้)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท