
แฟร์เทรด
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลต่างมีนโยบายช่วยเหลือชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและโครงการประกันรายได้
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลต่างมีนโยบายช่วยเหลือชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและโครงการประกันรายได้
ล่าสุด รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงหรืออุดหนุนราคาข้าวเปลือก แต่จะใช้วิธีลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและค่าจ้างบริการต่างๆ ให้แทน
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าไทยมีการปลูกข้าวปีละมากกว่า 30 ล้านตัน ข้าวเปลือกและมีข้าวสารออกสู่ตลาดปีละ 20 ล้านตัน แต่กลับพบว่ากลไกราคาข้าวถูกกำหนด โดยพ่อค้าข้าวและโรงสีเท่านั้น การลดปัจจัยการผลิตจึงไม่สามารถทำให้ชาวนารอดพ้นจากการถูกกดราคาข้าวได้
สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมอง เสนอว่า รัฐบาลต้องสร้างระบบการค้าข้าวที่เรียกว่า แฟร์เทรด (FairTrade) เพื่อทำให้ชาวนาอยู่รอดได้ในยุคการค้าเสรี โดยจะต้องมีการเปลี่ยนกระบวนการปลูกข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหันไปปลูกข้าวที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง
“หากชาวนาปลูกข้าวนาเคมี (ข้าวหอมมะลิ) จะขายข้าวเปลือกได้ 15 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นราคาข้าวสาร 35 บาท/กิโลกรัม แต่หากปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์จะขายข้าวเปลือกได้ที่ราคา 25 บาท/กิโลกรัม และเพิ่มเป็น 50 บาท/กิโลกรัม กรณีขายเป็นข้าวสาร อีกทั้งสามารถนำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจะขายได้ราคาสูงถึง 6,500 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว”
แต่การจะไปถึงขั้นตอนนั้นจะต้องมีกระบวนการรวมกลุ่มชาวนาในระดับชุมชน และผลักดันให้กลุ่มชาวนาทุกท้องที่รวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่เป็นคณะกรรมการกลุ่มเพื่อความเป็นธรรมทางการค้า ซึ่งมีหน้าที่กระจายสินค้าข้าวไปสู่มือผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนต้องเข้ามาช่วยเหลือชาวนา เช่น การอุดหนุนทุนวิจัยพันธุ์ข้าวปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะการให้เอกชนรายใหญ่ๆ มีโครงการหาตลาดให้ชาวนาผ่านเครือข่ายที่มีอยู่
นี่คือกระบวนการที่จะช่วยให้ชาวนาอยู่ได้อย่างยั่งยืน







