
ตลท. ไล่สกัดหุ้นแสบสัญญาใจ กลต.ปิดข้อมูล
ขณะนี้คงจะมีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมัวทำอะไรอยู่
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ขณะนี้คงจะมีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมัวทำอะไรอยู่ ถึงปล่อยให้ขาใหญ่เล่นเกมโกยเงินเข้ากระเป๋ากันอย่างสนุกสนาน ไล่หุ้นตัวเล็กๆ หลายตัวจนราคาทะยานขึ้นแรงหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐาน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานล่อให้รายย่อยติดร่างแหตามซื้อด้วยเป็นขบวนการจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวมแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาล และหากเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้นมาจนราคารูดลงรุนแรงอย่างรวดเร็ว ปัญหาจะลุกลามเป็นโดมิโนเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่
“สุภกิจ จิระประดิษฐกุล” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาดหลักทรัพย์และดูแลสายงานกฎหมาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้คำตอบกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ตลาดหลักทรัพย์มีการติดตามความเคลื่อนไหวหุ้นอย่างใกล้ชิด และพบว่าการซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรงผิดปกติเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ใช้มาตรการการกำกับดูแลและการเตือนสตินักลงทุนเหมือนกับตลาดหุ้นอื่นๆ บางเรื่องของไทยอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหลักการในการกำกับดูแลการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ เน้นการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนหากพบว่าตัวใดร้อนแรงถึงเกณฑ์ ก็จะให้บริษัทชี้แจงข้อมูล ว่าเป็นข่าวลือหรือข่าวจริงและมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญต่อการซื้อขายหรือไม่ หากยังคงเคลื่อนไหวผิดปกติต่อไปก็จะเข้าเกณฑ์ แคชบาลานซ์ ต้องใช้เงินสดทั้ง 100% ในการซื้อหุ้น โดยพิจารณาจากเทอร์นโอเวอร์และสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่เกินความเหมาะสมตามเกณฑ์ภายในของตลาด และมูลค่าการซื้อขายสูงๆ โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ดังนั้นการตัดสินใจให้หุ้นตัวใดติดแคชบาลานซ์ไม่มีการใช้ดุลยพินิจแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ต้องถึงเกณฑ์ที่กำหนดทั้ง 3 ตัว เราไม่ใช่หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะเข้าเกณฑ์ง่ายเกินไป บางครั้งหุ้นอาจจะดีดขึ้นแรงแค่ช่วงสั้นแล้วก็กลับสู่ภาวะปกติ หากไปใช้เกณฑ์เข้มก็อาจจะส่งผลกระทบทางอ้อมด้วย ดังนั้นการจะใช้มาตรการอะไรลงไปจะต้องระมัดระวังด้วย เพราะอาจจะทำให้นักลงทุนที่ลงทุนโดยสุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ให้ข้อมูลทั้งตลาดมีหุ้นทั้งสิ้น 103 บริษัท พี/อีเฉลี่ยสูงถึง 77 เท่าโดยมีหุ้น 42 ตัวมีความเสี่ยงสูง แบ่งเป็นบริษัทที่ขาดทุน 27 แห่งและบริษัทที่มีพี/อี รวมถึงพี/บีวีสูงอีก 15 บริษัท
สำหรับการจะขึ้นเครื่องหมาย “SP” ห้ามการซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรงเหมือนที่เคยทำกับบริษัท แอสเซท ไบร์ท (ABC) เมื่อราคาหุ้นชนซิลลิ่งติดต่อกันหลายวัน นั้นไม่เกี่ยวกับเกณฑ์แคชบาลานซ์ แต่ตลาดหลักทรัพย์ต้องการให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนและนักลงทุนตั้งสติก่อนจะลงทุนมากกว่า
“บางครั้งเราคิดแทนคนเล่นหุ้นไม่ได้ เพราะอาจจะมีเรื่องที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หลายตัว พี/อีสูงมากๆ ไม่ว่าจะให้บริษัทชี้แจงข้อมูลหรือออกเครื่องหมาย Trading Alert เตือนนักลงทุนก็แล้ว รวมถึงการใช้แคชบาลานซ์ แต่คนก็ยังเข้าไปเล่นเพราะหวังผลตอบแทนที่สูง มากกว่าที่จะกลัวเรื่องความเสี่ยง การเก็งกำไรเป็นเรื่องของอารมณ์คน แต่ขอให้ตั้งสติกันหน่อย ซึ่งเราก็เป็นห่วงมาก หากเกิดอะไรขึ้นมานักลงทุนจะได้รับผลกระทบแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการเห็นใครเข้ามาลงทุนแล้วขาดทุนเมื่อเวลาพลิกคว่ำ”
ส่วนหนึ่งที่หุ้นปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนให้ข่าวเรื่องจะขยายการลงทุนไปในธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทางเลือก นักลงทุนก็ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้ และเมื่อทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เนื่องจากตามหลักธุรกิจ เมื่อมีคนทำเยอะก็จะล้นตลาด เหมือนในอดีตที่เคยใช้ข้อมูลบริษัทแห่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วสุดท้ายก็ไปไม่ถึงไหน ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
ปัญหาหุ้นร้อนแรงที่มีอยู่เกลื่อนตลาด อาจจะสร้างผลกระทบต่อระบบการซื้อขายโดยรวมหรือไม่ “สุภกิจ” กล่าวว่า หุ้นที่ใช้แคชบาลานซ์ในปัจจุบัน ห้ามใช้สินเชื่อหรือมาร์จิ้นในการซื้อหุ้น นักลงทุนจะต้องใช้เงินสดของตัวเองทั้ง 100% หากราคาเกิดปรับตัวลงแรง ก็ได้รับความเสียหายเอง ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่มีการใช้มาร์จิ้นซื้อหุ้น เมื่อหุ้นแพนนิกรูดแรงแล้ว มีปัญหาตามมามากเพราะเมื่อต้องบังคับขายหุ้นออกมา โบรกเกอร์ไม่สามารถขายได้ในราคาฟลอร์ กว่าจะขายได้หลักประกันก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ รวมถึงระบบการชำระราคาด้วย ไม่ได้จำกัดวงความเสียหายไว้ที่นักลงทุนแต่เพียงผู้เดียว
สำหรับหุ้นที่เข้าข่ายการปั่น การสร้างราคา หรืออินไซด์หุ้นนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีการตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนได้ เนื่องจากมีข้อตกลงกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่เปิดเผยข้อมูลในระหว่างทางการตรวจสอบ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหุ้นตัวนั้นๆ พยายามใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ต้องการให้ตลาดหรือนักลงทุนตีความไปต่างๆ นานา
“บอกไม่ได้ว่ากำลังตรวจสอบหุ้นตัวไหนบ้าง หรือมีหุ้นกี่ตัวที่เข้าข่ายปั่นราคา รวมถึงส่งเรื่องให้ ก.ล.ต.ไปแล้วกี่ตัว เพราะอาจจะทำให้ตลาดหรือนักลงทุนตีความแล้วเข้าใจผิด”
อย่างไรก็ตาม “สุภกิจ” ยอมรับว่าการสร้างราคาหุ้นในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะนักลงทุนกลุ่มนั้นๆ เคยมีบทเรียนจากการถูกตรวจสอบพบและถูกลงโทษก็ต้องหาวิธีใหม่ แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องพยายามปรับตัวและตามสถานการณ์ให้ทัน
คำถามที่ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มความเข้มข้นในการกำราบหุ้นแสบๆ หรือไม่ เช่น แนวคิดการนำมาตรการ Dynamic PriceBand มาใช้ ของอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้ “สุภกิจ” กล่าวว่า มีการหารือร่วมกับโบรกเกอร์มาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุป
สุดท้าย “สุภกิจ” ฝากเตือนนักลงทุนที่ซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย เพราะมีความเสี่ยงสูง บริษัทที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ กว่าจะกลับเข้ามาซื้อขายรอบใหม่ จะต้องพิจารณาคุณสมบัติถึงเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น บริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น (WORLD) ซึ่งนำธุรกิจการศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทางอ้อม (Backdoor Listing) ผ่านการเข้าถือหุ้นใน บริษัท พันธุ์สุกรไทยเดนมาร์ค หรือ DMARK ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับหลายหน่วยงานว่าธุรกิจการศึกษาควรจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจนี้ไม่ได้มุ่งหวังกำไรสูง และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐบาลด้วย จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะอนุญาตให้กลับเข้ามาซื้อขายครั้งใหม่
ขอเตือนการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนต้องมีสติ และศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อราคาขึ้นไปเกินปัจจัยพื้นฐานมากๆ ก็จะมีโอกาสกลับหลังหันร่วงลงแรงได้ เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะกระโดดหนีไม่ทันแล้วจะตกเป็นเหยื่อของขาใหญ่ได้ จะหาว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เตือนไม่ได้นะ







