
การปรับปรุงเกณฑ์การนำส่งข้อมูลหนี้ของลูกค้าธนาคาร และสถาบันการเงินเข้าฐานของเครดิตบูโร
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2557 ได้มีการเปิดเผยข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 39/2557 ระบุเรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์การส่งข้อมูลลูกหนี้ค้างชำระให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ สาระสำคัญโดยสรุปที่ผมขอถือโอกาสให้ข้อมูลเพิ่มเติมในแบบภาษาบ้านๆ ดังนี้ครับ
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2557 ได้มีการเปิดเผยข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 39/2557 ระบุเรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์การส่งข้อมูลลูกหนี้ค้างชำระให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ สาระสำคัญโดยสรุปที่ผมขอถือโอกาสให้ข้อมูลเพิ่มเติมในแบบภาษาบ้านๆ ดังนี้ครับ
1.คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กคค.) ที่เป็นคนออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้เป็นคณะกรรมการตามกฎหมาย มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินสมาชิกเครดิตบูโร และตัวของเครดิตบูโร รวมทั้งดูแลสิทธิของเจ้าของข้อมูล ซึ่งก็คือเราๆ ท่านๆ ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อเงินกู้/บัตรเครดิต/สินเชื่อบ้าน/สินเชื่อรถยนต์จักรยานยนต์/สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด สินเชื่อ 0% และสินเชื่ออื่นๆ อีกมากมาย
2.คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กคค.) ไม่ใช่คณะกรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ นั่นก็คือ ไม่ใช่คณะกรรมการชุดเดียวกันกับคณะกรรมการเครดิตบูโรนะครับ อย่าเข้าใจผิด ตัวของเครดิตบูโร ไม่มีอำนาจไปออกประกาศกำหนดอะไรทั้งสิ้น ที่ไปพาดหัวกันว่าเครดิตบูโรทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้นั้น มันไม่ถูกต้องครับ เครดิตบูโรเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ประกาศของ กคค.ได้ออกมาให้ดำเนินการ ถ้าเครดิตบูโรไม่ทำก็จะมีโทษในทางกฎหมาย บางเรื่องก็ปรับ บางเรื่องก็ถึงจำคุก
3.เกณฑ์ใหม่ที่ปรับปรุงออกมา ก็คือ กคค.มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ระยะเวลาการส่งข้อมูลของสมาชิกเครดิตบูโร (สมาชิกในที่นี่ ก็คือ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ กว่า 80 แห่ง ในเวลานี้) โดยกำหนดให้สมาชิกเครดิตบูโร ส่งข้อมูลลูกหนี้ค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน (ลูกหนี้ NPL ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหนี้เสียนั่นเอง) เป็นระยะเวลา 5 ปี (อธิบายเพิ่มคือสมาชิกเครดิตบูโรที่มีบัญชีหนี้เสียนั้นให้ส่งประวัติลูกหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีการชำระหนี้เข้ามาให้เครดิตบูโรทุกเดือนต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 60 เดือน) และให้เครดิตบูโรแสดงข้อมูลลูกหนี้บัญชีที่เป็นหนี้เสียนี้ต่อไปอีก 3 ปี รวมระยะเวลาที่ข้อมูลของลูกหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจะปรากฏในฐานข้อมูลของเครดิตบูโร รวมทั้งสิ้น 8 ปีแล้ว จากนั้นประวัติในบัญชีที่เป็นหนี้เสียของลูกหนี้รายดังกล่าวจะถูกลบออกจากระบบฐานข้อมูลของเครดิตบูโร
4.ถามว่า หนี้ที่ค้าง หรือหนี้เสียที่ว่านั้น ยังอยู่หรือไม่ คำตอบคือ ยังอยู่ครับ เพราะยังไม่มีการชำระหนี้
5.ถามต่อว่า ลูกหนี้ที่เป็นเจ้าของบัญชีหนี้ค้าง หรือหนี้เสียที่ว่านั้น ยังต้องชำระหนี้หรือไม่ คำตอบคือ ยังต้องชำระครับ ถ้าไม่ชำระ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมาย เพราะหลักที่ว่า “เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ สัญญาต้องเป็นสัญญา”
6.เรื่องของการลบข้อมูลออกจากระบบก็เป็นเรื่องของข้อมูล เรื่องใครเป็นหนี้ใครก็ต้องไปว่ากันตามกฎหมาย ท่านที่เป็นเจ้าของบัญชีหนี้เสีย และหรือยังไม่ได้ชำระหนี้นั้น จะไปถือเอาเอง/คิดเอาเองว่า ประกาศนี้เท่ากับยกหนี้ให้ไม่ได้นะครับ ไม่มีใครเขาทำอย่างนั้นได้ เรื่องนี้จะไป “มโน” เอาเองไม่ได้ครับ แต่การปรับปรุงให้ทำแบบนี้จะช่วยให้ลูกหนี้ที่เป็นเจ้าของบัญชีหนี้เสีย และหรือยังไม่ได้ชำระหนี้นั้น หลังจากปีที่ 8 น่าจะสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้บ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ และความน่าเชื่อถือของท่านในเวลานั้น เกณฑ์ใหม่นี้มาแทนหลักเกณฑ์ปัจจุบันที่กำหนดให้สมาชิกเครดิตบูโรต้องส่งข้อมูลลูกหนี้เจ้าของบัญชีหนี้ค้าง หรือหนี้เสียดังกล่าวจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น (ซึ่งก็ไม่รู้จะเป็นวันไหนกันแน่)
7.ตามข่าวแจกของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 39/2557 ระบุให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ โทร. 02-283-5848อีเมล : [email protected]







