posttoday
เอกชนตอบรับนโยบายรัฐบาลประยุทธ์

เอกชนตอบรับนโยบายรัฐบาลประยุทธ์

11 กันยายน 2557

เอกชนหนุนนโยบายรัฐบาล “ประยุทธ์” เชื่อผลักดันได้ตามแผนเหตุ คสช.ยังมีอำนาจช่วยดูแลความเรียบร้อย

เอกชนหนุนนโยบายรัฐบาล “ประยุทธ์” เชื่อผลักดันได้ตามแผนเหตุ คสช.ยังมีอำนาจช่วยดูแลความเรียบร้อย 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  ได้เห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เตรียมจะแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันที่ 12 ก.ย. แล้ว ถือว่าเป็นแนวนโยบายที่เหมาะสมจากที่ได้แบ่งเป็น 17 ด้าน แยกเป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว  

โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายระยะเร่งด่วนที่จะมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ  เร่งพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆ รวมถึงการดูแลราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับที่ภาคเอกชนเคยเสนอต่อภาครัฐมาก่อนหน้านี้

ในส่วนนโยบายเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ก็ถือเป็นนโยบายที่ดีที่จะเร่งอนุมัติโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  ซึ่งแม้นายกฯ จะสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการ(บอร์ด) ชุดต่างๆที่ตั้งโดย คสช. ซึ่งรวมถึงบอร์ดบีโอไอ โดยให้โอนงานต่างๆ มาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลนั้น ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานและไม่กระทบต่อการอนุมัติโครงการลงทุน เพราะรัฐบาลเห็นอยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน 

“เอกชนไม่ห่วงประเด็นจะทำไม่ได้ตามแผน  แต่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะผลักดันนโบยบายต่างๆ ง่ายกว่าช่วงการเมืองปกติ  เพราะมี คสช. ดูแลความเรียบร้อยให้”นายสุพันธุ์ กล่าว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  เมื่อประเมินจากนโยบายภาพใหญ่ทั้ง 11 ด้าน ของรัฐบาล เห็นว่าด้านที่ต้องเพิ่ม คือ ด้านที่ 7 ส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในอาเซียน  โดยควรเปลี่ยนให้เป็นการส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในข้อตกลงระหว่างประเทศ  เพราะหากมองเฉพาะอาเซียนนั้นแคบเกินไป เนื่องจากประเทศไทยได้ไปทำข้อตกลงทั้งที่เป็นเขตการค้าเสรี(FTA) กับหลายประเทศ และยังมีกรอบกับองค์การการค้าโลก(WTO) โดยควรนำกรอบทั้งหมดมาพิจารณาและวางยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด  

อีกด้านหนึ่งที่ให้มีการเพิ่มรายละเอียดคือ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ  ด้านนี้ต้องลงในรายละเอียดและทำเป็นแผนระยะยาว 10-20 ปี  โดยต้องมองให้ออกว่าในอนาคตและอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร จะเป็นอย่างไรจากนั้นก็วางเป็นแผนระยะยาวแล้วประกาศออกมาเป็นแนวทางที่ไม่ว่ารัฐบาลไหลเข้ามาต้องไม่แก้ไขและต้องเดินตามนี้

“รัฐบาลต้องประกาศแผนประเทศ ตั้งเป้าไปเลยว่าปีไหนจะต้องทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเป็นเท่าไหร่  เหมือนกับหลายๆ ประเทศทำ เช่นมาเลเซียก็มีแผนปี 2020 เพราะถ้าจะยังประกาศแผนปีต่อปีออกมาทำอะไรไม่ต่อเนื่องรัฐประหารก็เสียของ”นายพรศิลป์ กล่าว

นายพรศิลป์ กล่าวว่า แนวนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่จะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ควรใช้นโยบายของบีโอไอเข้ามาผลักดัน โดยบีโอไอควรให้สิทธิประโยชน์กับอุตสาหกรรมที่สามารถรวมตัวกันเป็นห่วงโซ่การผลิต เพื่อจูงใจให้เกิดการยกศักยภาพทั้งอุตสาหกรรม   นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้ทั้งรัฐบาล ราชการ เอกชน และเอ็นจีโอ  เพราะตอนนี้ในส่วนเอกชนกับเอ็นจีโอไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท