
เอกชนตอบรับนโยบายรัฐบาลประยุทธ์
เอกชนหนุนนโยบายรัฐบาล “ประยุทธ์” เชื่อผลักดันได้ตามแผนเหตุ คสช.ยังมีอำนาจช่วยดูแลความเรียบร้อย
เอกชนหนุนนโยบายรัฐบาล “ประยุทธ์” เชื่อผลักดันได้ตามแผนเหตุ คสช.ยังมีอำนาจช่วยดูแลความเรียบร้อย
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้เห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เตรียมจะแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันที่ 12 ก.ย. แล้ว ถือว่าเป็นแนวนโยบายที่เหมาะสมจากที่ได้แบ่งเป็น 17 ด้าน แยกเป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายระยะเร่งด่วนที่จะมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ เร่งพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆ รวมถึงการดูแลราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับที่ภาคเอกชนเคยเสนอต่อภาครัฐมาก่อนหน้านี้
ในส่วนนโยบายเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ก็ถือเป็นนโยบายที่ดีที่จะเร่งอนุมัติโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งแม้นายกฯ จะสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการ(บอร์ด) ชุดต่างๆที่ตั้งโดย คสช. ซึ่งรวมถึงบอร์ดบีโอไอ โดยให้โอนงานต่างๆ มาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลนั้น ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานและไม่กระทบต่อการอนุมัติโครงการลงทุน เพราะรัฐบาลเห็นอยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน
“เอกชนไม่ห่วงประเด็นจะทำไม่ได้ตามแผน แต่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะผลักดันนโบยบายต่างๆ ง่ายกว่าช่วงการเมืองปกติ เพราะมี คสช. ดูแลความเรียบร้อยให้”นายสุพันธุ์ กล่าว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อประเมินจากนโยบายภาพใหญ่ทั้ง 11 ด้าน ของรัฐบาล เห็นว่าด้านที่ต้องเพิ่ม คือ ด้านที่ 7 ส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในอาเซียน โดยควรเปลี่ยนให้เป็นการส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในข้อตกลงระหว่างประเทศ เพราะหากมองเฉพาะอาเซียนนั้นแคบเกินไป เนื่องจากประเทศไทยได้ไปทำข้อตกลงทั้งที่เป็นเขตการค้าเสรี(FTA) กับหลายประเทศ และยังมีกรอบกับองค์การการค้าโลก(WTO) โดยควรนำกรอบทั้งหมดมาพิจารณาและวางยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด
อีกด้านหนึ่งที่ให้มีการเพิ่มรายละเอียดคือ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้านนี้ต้องลงในรายละเอียดและทำเป็นแผนระยะยาว 10-20 ปี โดยต้องมองให้ออกว่าในอนาคตและอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร จะเป็นอย่างไรจากนั้นก็วางเป็นแผนระยะยาวแล้วประกาศออกมาเป็นแนวทางที่ไม่ว่ารัฐบาลไหลเข้ามาต้องไม่แก้ไขและต้องเดินตามนี้
“รัฐบาลต้องประกาศแผนประเทศ ตั้งเป้าไปเลยว่าปีไหนจะต้องทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเป็นเท่าไหร่ เหมือนกับหลายๆ ประเทศทำ เช่นมาเลเซียก็มีแผนปี 2020 เพราะถ้าจะยังประกาศแผนปีต่อปีออกมาทำอะไรไม่ต่อเนื่องรัฐประหารก็เสียของ”นายพรศิลป์ กล่าว
นายพรศิลป์ กล่าวว่า แนวนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่จะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ควรใช้นโยบายของบีโอไอเข้ามาผลักดัน โดยบีโอไอควรให้สิทธิประโยชน์กับอุตสาหกรรมที่สามารถรวมตัวกันเป็นห่วงโซ่การผลิต เพื่อจูงใจให้เกิดการยกศักยภาพทั้งอุตสาหกรรม นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันได้ทั้งรัฐบาล ราชการ เอกชน และเอ็นจีโอ เพราะตอนนี้ในส่วนเอกชนกับเอ็นจีโอไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย







