
เตือนแฟรนไชส์เสี่ยงเจ๊ง50%รับเปิดเสรี
สมาคมแฟรนไชส์ฯ หวั่นเปิดเออีซีกดดันธุรกิจไทยปิดตัว 50% หลังคู่แข่งอาเซียนบุกขยายตลาด
สมาคมแฟรนไชส์ฯ หวั่นเปิดเออีซีกดดันธุรกิจไทยปิดตัว 50% หลังคู่แข่งอาเซียนบุกขยายตลาด
นายสวาสดิ์ มิตรอารี นายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ เปิดเผยว่า ประเมินว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างสมบูรณ์แบบในปี 2558 จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ส่วนใหญ่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ และขาดระบบการทำธุรกิจแฟรนไชส์ที่ดี ซึ่งอาจได้เห็นธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในปีหน้าปิดตัวประมาณ 50% โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่มีความอ่อนแอมากสุด เนื่องจากผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ประเทศในอาเซียนเตรียมเข้ามาเปิดสาขาในไทยจำนวนมาก
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศราว 1,500 ราย เป็นสมาชิกของสมาคมแฟรนไชส์ฯ ประมาณ 150 รายเท่านั้น จึงต้องการให้ผู้ประกอบการเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคม เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการแข่งขันที่มีมากขึ้น และต้องมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย (คลัสเตอร์) ในธุรกิจประเภทแฟรนไชส์
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจแฟรนไชน์ในปีนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 8 หมื่น1 แสนล้านบาท คาดว่าจะไม่มีการเติบโตเทียบกับปีก่อน จากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีหน้ายังคาดการณ์ไม่ได้ว่าธุรกิจแฟรนไชส์จะมีการเติบโตหรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจะต้องเร่งปรับตัวทั้งทางธุรกิจและระบบการทำงานไปพร้อมกันด้วย
นายสวาสดิ์ กล่าวว่า สมาคมได้ลงนามกับสมาคมแฟรนไชส์มาเลเซีย เพื่อร่วมส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ของสองประเทศในด้านต่างๆ ทั้งความรู้ การพัฒนาธุรกิจ การตลาด โดยคาดว่าจะมีกลุ่มอาหารจากประเทศมาเลเซียและไทยเข้ามาลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ ธุรกิจแฟรนไชส์จากมาเลเซียมีความแข็งแกร่งมาก จากการสนับสนุนด้านธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเต็มที่ของรัฐบาลประเทศมาเลเซีย รวมทั้งงบประมาณส่งเสริมทำธุรกิจจำนวนมาก โดยสมาคมมีแผนลงนามความร่วมมือกับประเทศอื่นในอาเซียนต่อไป เพื่อขยายความร่วมมือในธุรกิจแฟรนไชส์อาเซียน
นอกจากนี้ สมาคมอยากเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งผลักดันกฎหมายแฟรนไชส์ให้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ เพื่อสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ดีและทำให้ธุรกิจแฟรนไชน์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายออกจากระบบไป อย่างไรก็ดีล่าสุดสมาคมแฟรนไชส์ฯ ได้เข้าไปร่วมงานเวิลด์ แฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 ก.ย.นี้ ในประเทศไต้หวันเป็นครั้งแรก และถือเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการ







