
"ยงสิทธิ์" ไขข้อกังขาเจรจาบีเอ็มซีแอลวิ่งสายสีน้ำเงิน
เป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถูกทักท้วงว่าเอื้อประโยชน์บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีเอ็มซีแอล ที่มีกลุ่ม ช.การช่าง ถือหุ้น 30.19% โดย รฟม.เลือกใช้วิธีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลให้เข้ามาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย หัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ แทนจะใช้วิธีเปิดประมูลทั่วไป
เป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถูกทักท้วงว่าเอื้อประโยชน์บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีเอ็มซีแอล ที่มีกลุ่ม ช.การช่าง ถือหุ้น 30.19% โดย รฟม.เลือกใช้วิธีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลให้เข้ามาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย หัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ แทนจะใช้วิธีเปิดประมูลทั่วไป
ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้
ทำไมต้องใช้วิธีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลให้มาเดินรถไฟฟ้าเพียงรายเดียว?
ยงสิทธิ์ : การเจรจาตรงทำได้ มีกฎหมายรองรับ และถ้าบอกการเจรจาตรงไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส ก็ไม่ใช่แล้ว และที่ผ่านมามีการใช้มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2535 เจรจาตรงกับเอกชนมาหลายครั้ง เช่น การต่อสัญญากับทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ และสัญญาเดินรถไฟสถานีบางซื่อหรือสัญญา ซี5 เพราะเป็นประโยชน์และจำเป็น
เช่นเดียวกันกรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินใหม่ (หัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ) สาเหตุที่ต้องเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอล เพราะบอร์ด รฟม.เมื่อเดือน ส.ค. ให้นโยบายว่า ต้องให้มีการเชื่อมโยงรถไฟฟ้าสีน้ำเงินใหม่และสีน้ำเงินเดิม (รถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคล หรือเอ็มอาร์ที) ซึ่งบีเอ็มซีแอลได้สัญญาสัมปทานเดินรถถึงปี 2572 ซึ่งถ้าแยกสัญญาประมูลใหม่ แล้วได้เอกชนรายใหม่มาเดินรถ ก็จะมีปัญหาการเชื่อมต่อได้ คือ คนที่โดยมาสารถึงสถานีเตาปูนหรือบางซื่อ ถ้าจะเปลี่ยนรถเพื่อไปบางแค จะต้องเดินไปต่อรถเป็นระยะทาง 200 เมตร ซึ่งใช้เวลา 810 นาที ในขณะที่การมีเอกชน 2 รายมาเดินรถ ที่ผ่านมาจะพบว่าการประสานงานเชื่อมโยงระบบเป็นเรื่องที่ยากมาก และเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขบวนรถชนกันได้ เพราะถ้ามีรายใหม่ก็หมายถึงมีศูนย์ควบคุมคนละศูนย์กัน
การเจรจาตรงทำให้เกิดข้อครหาเรื่องไม่โปร่งใส?
ยงสิทธิ์ : ต้องบอกว่ากว่าจะมาถึงขั้นเจรจาตรง ต้องผ่านการพิจารณาคณะกรรมการตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร และเมื่อคณะกรรมการมาตรา 13 มีมติแล้ว ก็ต้องส่งเรื่องไปให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งระหว่างทางข้อเสนอมีสิทธิถูกตีตกได้หมด และ ครม.เองอาจเป็นคนตีตกและไม่เห็นด้วยกับการเจรจาก็ได้ แต่หาก ครม.เกิดเห็นชอบกับข้อเสนอที่ให้มีการเจรจา ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนอีกเพียบ คือ เมื่อเจรจาได้ราคาแล้ว ถ้า ครม.ไม่เห็นด้วย ก็ตีกลับไปกลับมา
“ขั้นตอนนี้อยู่เพียงขั้นตอนที่ 1 คือ ขอ ครม.ว่าให้เจรจา ยังไม่ได้เจรจาจริงเลย และถ้าเสนอไป ครม.แล้ว ครม.ไม่ให้เจรจาตรง ต้องประมูลก็จบ มันไม่โปร่งใสตรงไหน และคนสุดท้ายที่ตัดสินใจคือ ครม.”
ถ้าเปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นมาแข่งเสนอราคา ก็ลดราคาลงได้อีก?
ยงสิทธิ์ : ตรงนี้เราบอกว่า เราจะเจรจาก่อน ถ้าเจรจาแล้วเห็นไม่ตรงกัน เราก็เปิดประมูล ซึ่งผมขอเวลาเจรจา 2 เดือน และน่าจะรู้ผล 5 เดือน ถ้า รฟม.ไม่ได้ราคาตามเป้าหมายก็เลิก แล้วเปลี่ยนเป็นเปิดประมูล อีกอย่างเรามีราคาประมูลรถไฟฟ้าสีม่วงระยะทาง 2-3 กิโลเมตร อ้างอิงอยู่แล้ว ซึ่งบีเอ็มซีแอลก็ได้สัญญา 30 ปี คือ 2556-2585 วงเงิน 8.2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นสัญญารถไฟฟ้าสีน้ำเงินใหม่ที่มีระยะทาง 27 กิโลเมตร ราคาที่ได้ต้องต่ำกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ หากได้บีเอ็มซีแอลมาเดินรถ บีเอ็มซีแอลสามารถนำระบบที่มีอยู่เดิมมาแชร์ได้ แม้จะต้องลงทุนเพิ่มก็จะเป็นเรื่องขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญา เพิ่มคนประจำตามสถานี และระบบประตูกั้นชานชาลาในสถานีใหม่ แต่ผลการศึกษาพบว่าหากมีการแชร์ระบบร่วมกันจะลดภาระลงทุนได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งตรงนี้ใช้เป็นข้อต่อรองกับบีเอ็มซีแอลได้
แต่ถ้าบอกว่าอย่างไรก็ต้องเปิดประมูลเท่านั้น ผมเห็นว่า รฟม.จะเสียเปรียบ ตั้งแต่ว่าเอกชนรายใหม่จะเสนอราคาถูกลง 1 หมื่นล้านบาท ได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วถามว่าเขาจะสู้รายเก่าได้หรือไม่ ที่จะเสนอราคาได้ถูกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนถ้าใครบอกว่าทำต้นทุนได้ถูกกว่า 1 หมื่นล้านบาท แล้วมาแข่งกับเจ้าเดิม ก็ถามว่ารู้ได้อย่างไร ที่สำคัญ ถ้าเปิดประมูลแล้วบีเอ็มซีแอลได้อีก คราวนี้จะไปต่อรองให้เขาลดราคาก็ไม่ง่าย จะไปล้มประมูลก็ไม่ได้ เพราะถ้าจะล้มถามว่าเขาผิดอะไร เดี๋ยวก็ฟ้องร้องกันอีก
อีกอย่างถ้าเปิดประมูลตามขั้นตอนมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี หรือปาเข้าไปปี 2562 ก็ไม่รู้ว่าจะได้เอกชนมาวิ่งหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งสายสีน้ำเงินใหม่ตอนนี้คืบหน้าไป 60% แล้วจะเสร็จในปี 2560 ถ้ายังหาเอกชนมาเดินรถไม่ทัน ก็จะเหมือนรถไฟฟ้าสายสีแดงที่รางเสร็จแล้ว แต่ไม่มีรถไฟฟ้าวิ่ง
บีเอ็มซีแอลจะผูกขาดการเดินรถไฟฟ้าเจ้าเดียว?
ยงสิทธิ์ : ตรงนี้มันเป็นวงจรอุบาทว์ เพราะถ้ามีการประมูลในระบบเดินรถไฟฟ้าเมื่อไหร่ ก็จะเกิดการผูกขาดทั้งนั้น เช่น ตอนที่ประมูลสายสีน้ำเงินเดิม บีเอ็มซีแอลชนะประมูล พอเปิดประมูลเดินรถสายสีม่วง บางใหญ่บางซื่อ บีเอ็มซีแอลก็ชนะอีก เสนอราคามา 9.2 หมื่นล้านบาท และต่อรองราคาเหลือ 8.2 หมื่นล้านบาท แต่ถูกกว่าบีทีเอสเสนอราคามา 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งที่บีเอ็มซีแอลเสนอราคาได้ต่ำ เพราะเขามีวอลุ่มผู้โดยสารรถไฟฟ้าสีน้ำเงินสายเดิม จึงเสนอราคาต่ำลงได้ ซึ่งถ้าประมูลสายสีน้ำเงินใหม่บีเอ็มซีแอลได้อีก
“ถ้าเปิดประมูลบีเอ็มซีแอลก็ชนะ นักลงทุนญี่ปุ่นเคยมาคุย เขาถามว่าใครเป็นคู่แข่ง พอบอกว่าเป็นบีเอ็มซีแอล เขาบอกหมดสิทธิ ส่วนบีทีเอสก็ยอมรับข้อนี้ แต่ต้องเข้าประมูล เพราะเขาไปทำอินฟราสตักเจอร์ฟันด์มา ถ้าไม่เข้าประมูลก็ถูกผู้ถือหุ้นด่า”
ดังนั้น เพื่อตัดวงจรนี้ ผมจึงเสนอบอร์ด รฟม.ไปว่า ครั้งหน้าอย่าไปเปิดประมูลแบบพีพีพีอีก ซึ่งตอนนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีชมพู และสายสีเหลือง ให้เป็นระบบพีเอสซี คือ รฟม.ลงทุนงานโยธาและลงทุนระบบเดินรถเอง ซึ่งการเดินรถ รฟม.อาจจ้างเอกชนรายอื่นมาเดินรถก็ได้ และถ้าในอนาคต รฟม.จัดตั้งบริษัทเดินรถไฟฟ้าสำเร็จ ก็ให้บริษัทลูกมาวิ่งแทนเอกชนเดิมที่สัญญาสัมปทานหมดอายุก็ได้ และถ้ารัฐทำเองหมดก็ไม่ต้องปวดหัวว่าจะเจรจาตรง หรือใช้วิธีประมูลดี
“หากทำสัญญาว่าจ้างบีเอ็มซีแอลมาเดินรถสายสีน้ำเงินใหม่ ครม.สามารถกำหนดระยะเวลาสัญญาให้หมดพร้อมกับสายสีน้ำเงินเดิมที่จะหมดอายุในปี 2572 แล้วทีนี้จะเปิดประมูลพร้อมกันทั้ง 2 เส้น โดยไม่มีเอกชนรายใดได้เปรียบเสียเปรียบ หรือให้รถไฟฟ้าของบริษัทลูกของ รฟม.มาวิ่งก็ได้ ถ้าทำดีและถูกกว่าเอกชน เพราะเอกชนเขาลงทุนเขาหวังกำไร”
ผู้ว่าการปลดประธานคณะกรรมการมาตรา 13 คนเดิม ที่ทำหนังสือแย้งกรณีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอล?
ยงสิทธิ์ : ผมเปลี่ยนตัวประธานเท่านั้น ไม่ได้ปลดอะไร คุณรณชิต (แย้มสอาด รองผู้ว่าการ รฟม.) ก็ยังเป็นรองผู้ว่าการอยู่ และคนที่ผมตั้งเป็นประธานแทน คือ คุณพีระยุทธ์ (สิงห์พัฒนกุล รองผู้ว่าการ รฟม.) เดิมก็เป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 13 มาก่อน แต่มีปัญหาสุขภาพเลยตั้งคุณรณชิตมาแทน ตอนนี้คุณพีระยุทธ์แข็งแรงแล้ว ผมก็ให้กลับมาดูงานตรงนี้ เพราะการพิจารณาต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม
“ถามว่าจะเป็นจะตายอะไรกัน ผมเปลี่ยนประธานคณะกรรมการมาตรา 13 มา 4 ครั้งแล้ว และที่เอาคุณพีระยุทธ์มาดู เพราะเป็นงานยากและเป็นเรื่องเทคนิค แล้วที่บอกว่าผมเปลี่ยนประธานเพื่อให้มีการบล็อกโหวตให้ใช้วิธีการเจรจานั้น ผมถามว่าคณะกรรมการมี 12 คน เป็นคน รฟม.แค่ 2 คน ที่เหลืออีก 10 คนมาจาก สศช. คลัง สำนักงบประมาณ อัยการสูงสุด กฤษฎีกา มหาดไทย และพาณิชย์ จะไปบล็อกอะไรได้ เราไปเที่ยวบอกใครให้ทำอะไรได้เปล่า จะไปบังคับให้ใครทำอย่างไรได้”
สำหรับมติคณะกรรมการมาตรา 13 ที่มีมติเสียงข้างมาก 5 ใน 12 เสียง เห็นชอบให้เป็นเปิดประมูลนั้น มติตรงนี้ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ มีการค้าน ว่ามติไม่ถูกต้อง หรือแม้ว่าจะมีการลงมติไปแล้ว แต่คณะกรรมการมาตรา 13 จะเรียกประชุมเพื่อมีมติใหม่ก็ได้ ซึ่งผมไม่ได้อุ้มใคร ไม่ได้อุ้มบีเอ็มซีแอล ไม่ได้ไปปั่นหุ้นบีเอ็มซีแอล และเรื่องนี้ ครม.เป็นคนตัดสินใจ แม้เราจะเสนอเรื่องขึ้นไปเขาก็ปฏิเสธได้







