
จับเข้ม
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งเล่าให้ทุกท่านฟังว่าสิงคโปร์ได้รับคะแนนจากองค์การอนามัยโลก ว่าเป็นประเทศที่มีความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอยู่ในระดับ 9 จาก 010 ระดับ แต่ดูเหมือนสิงคโปร์ยังไม่พอใจ ยังกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ อีก
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งเล่าให้ทุกท่านฟังว่าสิงคโปร์ได้รับคะแนนจากองค์การอนามัยโลก ว่าเป็นประเทศที่มีความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอยู่ในระดับ 9 จาก 010 ระดับ แต่ดูเหมือนสิงคโปร์ยังไม่พอใจ ยังกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ อีก
วันจันทร์ที่ 8 ก.ย. สิงคโปร์จึงผ่านกฎหมายจราจรใหม่อีกเพียบ ออกเยอะเสียจนรู้สึกว่าถ้าผมเป็นคนสิงคโปร์ ผมคงอยากจะนั่งรถสาธารณะแทนขับเอง (ฮา)
กฎหมายใหม่ที่ออกมามีทั้งเรื่องที่กระทบชาวต่างชาติ และเรื่องที่กระทบชาวสิงคโปร์เองด้วย
เริ่มต้นจากกฎหมายที่กระทบเฉพาะชาวต่างชาติ ปัจจุบันชาวต่างชาติที่ได้รับ “ใบขับขี่สำหรับชาวต่างชาติ” จะสามารถขับรถในสิงคโปร์ได้มากที่สุดถึง 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เข้าสิงคโปร์วันแรก แต่กฎหมายใหม่ที่ออกมาจะจำกัดสิทธิแก่ชาวต่างชาติที่ต้องทำงานขับรถในสิงคโปร์ อนุญาตเหลือแค่ 6 เดือน นับจากวันที่ตีพิมพ์ใบอนุญาตทำงานของเจ้าของใบขับขี่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2559
เรียกว่า คุมเข้มการขับขี่ ฉลองหลังเปิดประชาคมอาเซียนได้ 1 วัน
นอกจากนี้ ชาวต่างชาติที่ได้ใบอนุญาตทำงานระดับ SPass และระดับ Work Permit แล้วต้องการเปลี่ยนใบอนุญาตขับรถสำหรับชาวต่างประเทศ เป็นใบอนุญาตขับรถคลาส 3 ยังต้องสอบการขับขี่ภาคปฏิบัติ และต้องสอบผ่านข้อเขียนภาคทฤษฎีเพิ่มเติมด้วย
มาถึงกฎหมายสำคัญที่จะกระทบผู้ขับขี่รถทุกคันในสิงคโปร์ กฎหมายฉบับใหม่จะไม่อนุญาตให้ใครใช้โทรศัพท์ไปขับขี่ไปอีกแล้ว
กฎหมายฉบับนี้แม้จะออกมาช้ากว่าบ้านเรา แต่ก็ดูมีแนวโน้มจะบังคับใช้กันเข้มข้นกว่าในอนาคต เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาของสิงคโปร์หลายคนต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เข้มข้น ถึงขั้นว่าใช้สมอลทอล์ก หรือหูฟังบลูทูธเพื่อคุยไปขับรถไปก็ไม่ได้
วุฒิสมาชิกของสิงคโปร์ บอกว่า งานวิจัยหลายชิ้นได้ข้อสรุปตรงกันว่าระดับความอันตรายของการคุยโดยใช้อุปกรณ์เสริม และคุยโดยใช้มือของเราถือโทรศัพท์เองนั้นไม่ต่างกันมากนัก เช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสหราชอาณาจักร พบว่า ใช้มือถือเองเสี่ยงอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 4.9 เท่า ใช้อุปกรณ์เสริมก็ยังเสี่ยงเพิ่ม 3.8 เท่า
อีกเรื่องที่จะปรับคือเรื่อง “ผู้ได้รับใบสั่ง” เดิมทีใครได้รับใบสั่งในสิงคโปร์ ต้องไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน ถ้าไม่ไปตามกำหนด จะโดนอีกหนึ่งข้อหาคือไม่ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ต่อแต่นี้ไปสิงคโปร์ใจดี ขยายเวลารายงานตัวเพิ่มเป็นภายใน 14 วัน
แต่ถ้าไม่มารายงานตัวจะถือว่ากระทำผิดจริง โดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง และจะโดนปรับหรือลงโทษอื่นๆ ตามอัตราความผิดนั้น
จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า แม้กระทั่งประเทศที่ผู้คนค่อนข้างเคร่งเครียด และใช้ชีวิตเป็นระเบียบระดับหนึ่งแล้วอย่างสิงคโปร์ ก็ยังมีความพยายามจะออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชน และผู้เข้ามาลงทุนในประเทศตัวเองมีระเบียบมากขึ้นไปอีก เพื่อลดทุกความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ
กลับมาที่บ้านเรา ตอนนี้ก็เริ่มเห็นความเข้มข้นในบางเรื่องแล้ว เช่น การจับผู้ใช้โทรศัพท์ไปขับขี่ไป แต่เรื่องน่ากลัวคือไม่รู้ว่าจะคุมเข้มเช่นนี้นานแค่ไหน ทำ “โปรโมชั่น” เป็นช่วงๆ หรือจับจริงจังกันยาวๆ
จึงอยากฝากถึงท่านผู้บังคับใช้กฎหมายทุกท่านว่า อย่าเห่อกฎหมายแค่ช่วงออกใหม่ๆ นะครับ ช่วยจับเข้มๆ ยาวๆ กันไปเลย จะได้ช่วยจัดระเบียบและช่วยให้บ้านเมืองเราเป็นระเบียบขึ้นเสียที







