
วัสดุรุกหนักตลาดสีเขียวรับผู้บริโภคตื่นตัว-ยกระดับแบรนด์
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกรีนอินโนเวชั่นในธุรกิจวัสดุก่อสร้างไทยนั้นยังคงมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อลดปัญหาสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน น้ำท่วม แผ่นดินไหว โดยเริ่มจากพัฒนาวัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงาน จนพัฒนาขึ้นเป็นบ้านลอยน้ำได้ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในการอยู่อาศัย เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกรีนอินโนเวชั่นในธุรกิจวัสดุก่อสร้างไทยนั้นยังคงมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อลดปัญหาสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน น้ำท่วม แผ่นดินไหว โดยเริ่มจากพัฒนาวัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงาน จนพัฒนาขึ้นเป็นบ้านลอยน้ำได้ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในการอยู่อาศัย เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้านวัตกรรมได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนหันมาใส่ใจเรื่องปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของบริษัท ที่จะก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ในระดับภูมิภาค หรือรีจินัลแบรนด์ จะดำเนินการภายใต้นโยบายนวัตกรรมสีเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานด้านความปลอดภัยจากสารโลหะหนัก ปรอท ตะกั่ว เป็นหลัก
“ที่ผ่านมาทีโอเอได้พัฒนาสินค้ากลุ่มสีทาอาคารให้ปลอดจากสารตะกั่ว สารปรอท และโลหะหนัก โดยเตรียมขยายไลน์ไปยังสินค้ากลุ่มอื่นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีอุตสาหกรรม กลุ่มสีงานไม้ จากสูตรน้ำมันเป็นสูตรน้ำ (Water Base Enamel) ให้ได้ภายในปี 2559 ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์หลักที่เน้นด้าน Clean Green Save เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าและมีการสื่อสารแบบบูรณาการ” จตุภัทร์ กล่าว
สำหรับในปีที่ผ่านมาบริษัทยังคงครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสีทาอาคาร หรือประมาณ 48% ของมูลค่าตลาดรวมประมาณ 2.2-2.3 หมื่นล้านบาท โดยมียอดขายสินค้าทุกประเภท 1.8 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายสี 1.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากการส่งออก 15% ซึ่งที่ผ่านมาทีโอเอมีอัตราการเติบโตปีละ 13% ส่วนปีนี้คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
“แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะมีปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ยอดขายยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ ส่วนในช่วงที่เหลือของปีก็เชื่อว่าจะเติบโตได้ดี เพราะสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย ซึ่งต้องลุ้นหลังหน้าฝนว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นมากหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นฤดูขายของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง” จตุภัทร์ กล่าว
นอกจากนี้ จะนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในไทย ภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย การรับรู้และยอมรับในแบรนด์ คุณภาพสินค้าและบริการ พลังความร่วมมือของพันธมิตรทางธุรกิจ และศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ทีโอเอในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างตลาดสู่การเป็นผู้นำรีจินัลแบรนด์เบอร์ 1 ด้านธุรกิจสีในภูมิภาคนี้
ปัจจุบันธุรกิจสีในไทยมีมูลค่ารวมกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มสีทาอาคาร มีสัดส่วนกว่า 50% และเป็นตลาดสีอื่นๆ 50% อาทิ กลุ่มงานไม้ กลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก และอื่นๆ และในส่วนธุรกิจต่างประเทศนั้น ทีโอเอเป็นแบรนด์สีที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในระดับอาเซียน ที่ทำตลาดครอบคลุมทั้งหมด 7 ประเทศ อาทิ ไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า และมาเลเซีย โดยมีโรงงานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว พม่า มาเลเชีย และเวียดนาม และวางแผนที่จะเข้าไปบุกตลาดอย่างจริงจังในอีก 3 ประเทศที่เหลือ ประกอบด้วย บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์
ด้าน ธนศักดิ์ สาคริกานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สยามซานิทารีแวร์ ในกลุ่มเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า ผลพวงจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้วงการสถาปัตยกรรมทั่วโลกหันมาใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นเทรนด์ของวงการก่อสร้างในอนาคต
ปัจจุบันสินค้าของเอสซีจีประเภทกรีนโปรดักต์ ประกอบด้วยกระเบื้องหลังคา Cerafino Solar Tile จาก COTTO ที่สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ประโยชน์ผลิตไฟฟ้าใช้ภายในอาคาร กระเบื้องปูพื้น COTTO : Eco Rockrete ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลมากถึง 60% สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำประหยัดน้ำ เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ บล็อกปูถนนสะท้อนและกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ฉนวนที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดเสียงก้องภายในตัวอาคาร และสวนบนหลังคาหรือระเบียง (Roof Garden) เพื่อให้ต้นไม้ดูดซับความร้อนให้ลดลงก่อนที่จะส่งมาถึงตัวอาคาร
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายสินค้า SCG eco value เป็น 1 ใน 3 ของรายได้จากการขายทั้งหมดในปี 2558 โดยในปีนี้ได้ใช้งบประมาณในการพัฒนาสินค้ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มจะใช้เพิ่มขึ้นทุกปี
สอดคล้องกับ สาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ที่ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานมากขึ้น
สินค้าประเภทนวัตกรรมเพื่อสีเขียวจึงจะเข้ามามีบทบาทในวงการวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน







