
ราคาพันธบัตรลดลงเล็กน้อยตามทิศทางราคาพันธบัตรสหรัฐ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (15 ก.ย. 2557) มีมูลค่ารวม 371,086 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 74,217 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 20%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (15 ก.ย. 2557) มีมูลค่ารวม 371,086 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 74,217 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 20%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 76% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 281,551 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 39,853 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 11,989 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 4.8 ปี) LB176A (อายุ 2.8 ปี) และ LB15DA (อายุ 1.3 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 12,984 ล้านบาท 6,432 ล้านบาท และ 4,753 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB14923A (อายุ 14 วัน) CB14D04B (อายุ 91 วัน) และ CB14O30A (อายุ 55 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 31,849 ล้านบาท 29,113 ล้านบาท และ 27,360 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT155A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 994 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ รุ่น TOP273A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 758 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รุ่น PTTGC218A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 701 ล้านบาท
ราคาของพันธบัตรปรับตัวลดลงเล็กน้อย หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.02-0.06% ตามทิศทางของพันธบัตรสหรัฐ (US Treasury) ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มคลี่คลายมากขึ้น โดยล่าสุดประธานาธิบดียูเครนและรัสเซียได้มีการเจรจาหารือกันผ่านทางโทรศัพท์เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาความขัดแย้งในภาคตะวันออกของยูเครน บวกกับการเปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลและมีแรงขายในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น US Treasury ส่งผลให้ราคาพันธบัตรสหรัฐลดลง และมีส่วนทำให้ราคาของพันธบัตรไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ด้านผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวันที่ 4 ก.ย. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.10% สู่ระดับ 0.05% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจาก 0.10% เป็น 0.20% พร้อมระบุว่า จะมีการออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อขจัดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืดและหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ
นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท รวมกัน 4,922 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 5,402 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 480 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 170 ล้านบาท







