posttoday
‘ตั้งไข่’ ทีวีดิจิทัลไทยรุ่งโรจน์หรือร่อแร่

‘ตั้งไข่’ ทีวีดิจิทัลไทยรุ่งโรจน์หรือร่อแร่

09 กันยายน 2557

ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 ที่มีการออกอากาศทีวีดิจิทัลของไทยอย่างเป็นทางการ ก็กินระยะเวลามาถึง 5 เดือนเต็ม

โดย...พริบพันดาว

ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 ที่มีการออกอากาศทีวีดิจิทัลของไทยอย่างเป็นทางการ ก็กินระยะเวลามาถึง 5 เดือนเต็ม และล่าสุดมีการเตรียมแจกคูปองซื้อกล่องรับสัญญาณมูลค่าคูปองราคา 690 บาท อย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เฟสแรกในวันที่ 15 ต.ค. นี้ ใน 23 จังหวัด

ในทางกลับกันสถานการณ์ของ 24 ช่องสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลที่มีอยู่ ก็มีข่าวในด้านลบว่าหลายสถานีกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตทางการเงินที่จะมาดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของการผลิตรายการ และไม่มีประสบการณ์ในการทำสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะเงินค่าประมูลที่ต้องทยอยจ่ายซึ่งมีมูลค่าสูงลิ่ว แต่ยังไม่เห็นรายรับจากค่าโฆษณาซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่สักกี่มากน้อย

มาสำรวจดูว่า สถานการณ์ทีวีดิจิทัลโดยภาพรวมทั้งหมดในตอนนี้กำลัง “ตั้งไข่ล้ม” หรือ “ตั้งไข่ลุก” มากกว่ากัน

ขอ 3 ปี พิสูจน์ทีวีดิจิทัล ใครจะอยู่หรือไป

ประสบการณ์จากทีวีดาวเทียมที่ประสบความสำเร็จขึ้นเป็นเบอร์ 1 เมื่อย้ายมาสู่ทีวีดิจิทัล ช่อง 8 ของค่ายอาร์เอส ก็ยังมั่นใจในศักยภาพของตัวเองอยู่เต็มที่ องอาจ สิงห์ลำพอง กรรมการผู้อำนวยการ สายงานสถานีโทรทัศน์ ช่อง 8 บอกว่า หลังฟุตบอลโลก 2014 ช่อง 8 เรตติ้งต้องถดถอยแน่ แต่พยายามไม่ให้ลดเกิน 30 เปอร์เซ็นต์

“เพราะเดิมเรามีฐานคนดูต่างจังหวัดและเป็นผู้หญิงค่อนข้างเยอะ เราอยากได้คนดูในเมืองให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนกลุ่มทำงานออฟฟิศ เราจะให้คนดูทางบ้านมีปฏิสัมพันธ์กับช่อง คนดูสามารถมีส่วนร่วมกับรายการด้วย เราจะก้าวไปโดยให้ผู้ชม หรือชาวบ้านมีส่วนร่วมกับรายการหรือเนื้อหาของช่อง นี่เป็นดีเอ็นเอของช่อง เป็นยุทธศาสตร์หลักของเรา”

ในการทำทีวีดิจิทัล องอาจยอมรับว่า ยากอยู่แล้วเพราะคู่แข่งขันต่างมีประวัติที่ดี ประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น ก็หนักใจอยู่พอสมควร

“เราต้องทำช่องตัวเองให้ดีที่สุดด้วย และต้องหันมองคู่แข่งตลอดเวลา เพราะทุกช่องต่างมีศักยภาพ ตอนเป็นทีวีดาวเทียมเราก็ยังมองออกว่า คู่แข่งที่แท้จริงอยู่ที่ไหน พอจะนึกออกและแก้ทางได้ แต่พอเป็นทีวีดิจิทัลผมว่าทุกคนมีกำลังผลิตอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายมาวัดกันที่ว่าใครคมกว่ากัน ผมว่าเม็ดเงินในการลงทุนไม่ได้หนีหรือแตกต่างกันมากนัก เราก็พยายามวิเคราะห์ตัวเองอยู่ตลอดว่าเราจะอยู่ในกลุ่มของทีวีดิจิทัลพวกที่ล้มหายตายจากไป หรือพวกที่ยังอยู่รอด

“ในมุมของผมช่วงสิ้นปี 2557 นี้ ถึงปีหน้า 2558 ยังเป็นช่วงที่ยังวัดกันอยู่ แต่พวกที่จะตายก็ต้องใช้เวลามากกว่านี้อีกนิดหน่อย เพราะผมเชื่อว่าแต่ละช่องยังมีสายป่านที่มากพอ การที่จะเห็นช่องที่ล้มหายตายจากไปก็น่าจะสัก 3 ปีขึ้นไป ธุรกิจเขาอาจจะไม่ได้เจ๊ง แต่เขาอาจมองว่าไปทำธุรกิจอย่างอื่นดีกว่าทำทีวีดิจิทัล แต่ผมมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าช่อง 8 รอด สิ่งที่เราต้องต่อสู้ก็คือ ช่องที่อยู่ข้างบนเรามากกว่า พวกเจ้าตลาดเก่า นั่นคือสิ่งที่เราพยายามมอง แล้วมองคู่แข่งข้างๆ ที่เป็นดิจิทัลทีวีด้วยกันอีก 34 เจ้าที่เราโฟกัสอยู่ใน 3 ปีข้างหน้า เรายังขึ้นที่ 1 ของทีวีดิจิทัลไม่ได้แน่ๆ นั่นคือเบียดช่อง 3 กับช่อง 7 ยังไม่ได้ เราขอเป็นที่ 3 เพราะเขาทำธุรกิจทีวีกันมา 4050 ปี กับเราที่เข้ามาแค่ 4 ปี ถ้าผมแซงเขาได้ภายใน 5 ปีก็หรูแล้ว เราไม่ได้ประมาท แต่มองตัวเองจากฐานความเป็นจริงว่ามีศักยภาพแค่ไหน บารมีไม่ได้สร้างกันในปีหรือสองปี สิ่งที่เราต้องสร้างคือต้องสร้างบารมีให้กับช่องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ชมของเรา ของอย่างนี้ต้องสะสม ซื้อกันไม่ได้ แต่ยุคนี้สิ่งหนึ่งที่คนดูจะเปลี่ยนไปก็คือเขาชอบคอนเทนต์ก่อน ก่อนที่จะเลือกดูสถานี ช่องจะไม่มีอิทธิพลอีกต่อไปเท่ากับคอนเทนต์”

‘ตั้งไข่’ ทีวีดิจิทัลไทยรุ่งโรจน์หรือร่อแร่

 

ภาพรวมทีวีดิจิทัล แค่สอบผ่านคาบเส้น

วิศรุต ปิยะกุลวัฒน์ อุปนายกสมาคมสื่อดิจิตอลเพื่อผู้บริโภค แบ่งกลุ่มของผู้ที่มามาทำทีวีดิจิทัลออกเป็น 3 กลุ่ม 1.ผู้เล่นรายเดิม คือกลุ่มฟรีทีวีเดิมที่เคยทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว มาประมูลเพื่อเปลี่ยนใบอนุญาตเป็นระบบใหม่แทน 2.กลุ่มทีวีดาวเทียม คือกลุ่มธุรกิจที่ทำช่องทีวีดาวเทียมมาก่อน และ 3.กลุ่มที่เป็นผู้เล่นรายใหม่

“แต่ละกลุ่มก็มีประสบการณ์และโนฮาวที่ไม่เท่ากัน แน่นอนกลุ่มหลักที่เคยทำฟรีทีวีมาก่อนก็มีความได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากมีฐานคนดูเดิมอยู่แล้ว ตรงนี้เหมือนกับการที่เขามาสวิตช์ระบบใหม่เฉยๆ ซึ่งจะไม่มีปัญหาเยอะมาก ประเด็นก็คือเขามีคอนเทนต์ที่แข็งแกร่งและมีกลุ่มคนดูอยู่แล้ว กลุ่มที่สองคือ กลุ่มทีวีดาวเทียม กลุ่มนี้มีประสบการณ์ในระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา ล้มลุกคลุกคลานมากับมัน ทำให้เขารู้ว่าการลงทุนในธุรกิจนี้ต้องเป็นยังไง การช่วงชิงเม็ดเงินในธุรกิจนี้เขามีประสบการณ์แข่งกันเองและสู้กับฟรีทีวีมาก่อนแล้ว พอเปลี่ยนมาสู่ทีวีดิจิทัล โอกาสเขาเปิดกว้างมากกว่าเดิม เขารู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะซื้อใจเอเยนซีและลูกค้าได้ แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในความรู้สึกของผม ก็คือกลุ่มผู้เล่นรายใหม่ กลุ่มนี้ไม่เคยทำทีวี หรือแม้กระทั่งทีวีดาวเทียมมาก่อน เหมือนนับหนึ่งทุกอย่าง ทั้งทีมงาน บุคลากรรวมไปถึงเรตติ้ง ลูกค้า ทุกสิ่งทุกอย่างนับหนึ่งใหม่หมด ตรงนี้แหละที่น่ากลัวมากที่สุด โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำตรงนี้ก็มีค่อนข้างที่จะสูงกว่า มีภาวะเสี่ยงที่สูงกว่ากลุ่มอื่น”

ส่วนในกรณีที่บอกว่าทีวีดิจิทัลจะล้มหายตายจากกันไปอย่างรวดเร็วไหม? วิศรุตมองว่า เป็นเรื่องการแข่งขันกันทางธุรกิจ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว

“ตอนนี้ก็ได้ยินมาว่า แต่ละช่องมีปัญหาเหมือนกันคือ รายได้มันไม่เข้า อย่างข้อมูลที่ได้มาอัตราค่าโฆษณาราคาต่ำสุดที่ลงในช่องทีวีดิจิทัลอยู่ที่หลักพันบาทเท่านั้นเอง ประมาณ 5,000 บาท ถึง 8,000 บาท ซึ่งมันไม่สมดุลกับการที่เขาประมูลรายได้เพื่อจะส่งให้ กสทช. เนื่องจากระบบวัดเรตติ้งของทีวีดิจิทัลนั้น ยังไม่มีบริษัทที่ถูกยอมรับและได้มาตรฐานจากทาง กสทช. พอไม่มีเรตติ้ง เจ้าของสถานีเองจะเข้าไปคุยกับเอเยนซีเพื่อเสนอให้ลงโฆษณาหรือพูดคุยกับเจ้าของสินค้ามันก็ยาก เพราะไม่มีข้อมูลดิบที่จะไปชี้วัดว่าช่องคุณมีคนดูมากน้อยแค่ไหน ก็เลยกระทบกันเป็นลูกโซ่ สุดท้ายอัตราค่าโฆษณาก็ตกไปอยู่ที่หลักพันปลายๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเงินจำนวนมหาศาลที่เขาไปประมูลช่องมา ถ้าเป็นอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็คงเหนื่อยมาก”

ภาพรวมของการออกอากาศทีวีดิจิทัล 5 เดือนที่ผ่านมา วิศรุตบอกว่า เขาให้คะแนนแค่คาบเส้น เพราะมีความพยายามแต่ก็มีประเด็นติดขัดในเรื่องกล่องรับสัญญาณ การวัดเรตติ้ง เป็นต้น ที่ยังไม่พร้อมแบบเต็มร้อย

‘ตั้งไข่’ ทีวีดิจิทัลไทยรุ่งโรจน์หรือร่อแร่

 

มุมสะท้อนจากนักวิชาการด้านสื่อโทรทัศน์

“ภาพรวมที่ผ่านมา 5 เดือน ถือว่ามีความคึกคักตื่นตัวทั้งในส่วนของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมานาน รอคอยกันมานาน เห็นประเทศอื่นๆ มีแล้ว ทุกคนก็อยากให้มีในประเทศไทยบ้าง ทีวีดิจิทัลไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการมีจำนวนช่องโทรทัศน์ให้ดูมากขึ้นเท่านั้น แต่การพัฒนาทีวีดิจิทัล ถือเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีสื่อในระดับชาติและนานาชาติด้วย บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปถือเป็นนโยบายระดับประเทศในการสร้างความเป็น National Champion ด้านสื่อด้วยซ้ำไป”

ผศ.ดร.ฐิตินัน บุญภาพ คอมมอน หัวหน้าภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เกริ่นถึงความสำคัญของทีวีดิจิทัลในนานาประเทศ เธอมองว่าภาพรวมที่ผ่านมา 5 เดือน ถือว่ามีความคึกคักตื่นตัวทั้งในส่วนของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

“สำหรับประเทศไทยในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมา ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ถือว่าออกตัวกันค่อนข้างแรง ทั้งเรื่องนโยบายผังรายการและการโปรโมทสถานีตนเอง ขณะที่ผู้ชมก็คึกคักทั้งในแง่การติดตามชมรายการ การติดตามข้อมูลข่าวสารการแข่งขันทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ชมที่ติดตามทีวีดิจิทัลจริงๆ ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ตลาดผู้ชมยังแคบแต่มีศักยภาพในการขยายตัว ซึ่งภาคธุรกิจต้องสร้างตลาด ปลุกตลาดขึ้นมา อย่ารอตลาดให้โตเอง”

ผศ.ดร.ฐิตินัน ชี้ว่า ที่ผ่านมาเป็นเพียงช่วง Honeymoon Period ของทีวีดิจิทัลในประเทศไทย และกำลังอยู่ในสภาวการณ์ตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม (Culture Shock) ของเทคโนโลยี เพราะธรรมชาติของสื่อและธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงตามแรงขับของเทคโนโลยี คราวนี้จะอยู่ที่ว่าภาคธุรกิจจะปรับตัวและรับมืออย่างไรกับลักษณะการแข่งขันที่ปรับเปลี่ยนไป ผู้บริโภคจะรู้สึกมีความสุขหรือไม่กับสิ่งที่ทีวีดิจิทัลให้กับเขา

“ต้องยอมรับว่าราคาประมูลเป็นราคาที่สูงตามธรรมชาติและลักษณะของธุรกิจสื่ออยู่แล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ องค์กรธุรกิจเล็กๆ ที่อยากเข้ามามีบทบาทในการแข่งขันทางธุรกิจทีวีดิจิทัลจะไม่สามารถเข้ามามีบทบาทได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย องค์กรธุรกิจรายเล็กๆ ที่เก่งและผลิตเนื้อหาดีมีคุณภาพ แต่ขาดโอกาสเข้ามาประมูลเพราะอุปสรรคด้านเงินทุน”

จากที่มีการคาดการณ์จากผู้อยู่ในธุรกิจทีวีว่า เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะทยอยกันล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว ผศ.ดร.ฐิตินัน ยอมรับว่า ธุรกิจสื่อโทรทัศน์มีความเสี่ยงสูงมาก แน่นอนว่าในความเสี่ยงต้องมีความสูญเสียอยู่ในนั้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถปลุกตลาด หรือสร้างตลาดขึ้นมาได้ รวมทั้งไม่สามารถสร้างเนื้อหารายการที่ครองใจคนดู ดึงดูดคนดูให้หันมาดูทีวีดิจิทัลได้ แน่นอนว่าธุรกิจก็จะไปไม่รอด

“ส่วนตัวคิดว่าต้องมีที่ล้มหายตายจากกันไปบ้าง ย้ำอีกครั้งว่าธุรกิจนี้มีอนาคตที่สวยงามรออยู่ มีศักยภาพทางการตลาดสูง แต่เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องสร้างเนื้อหา(Content)ที่ตรงกับความต้องการของตลาด การแข่งขันในธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัล ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเท่านั้นอีกแล้ว แต่เป็นการแข่งกับความต้องการของผู้บริโภค แข่งกับตลาด ผู้ประกอบการต้องหาคนดูของตนเองให้พบ สื่อสารกับเขาว่าเขาต้องการอะไร แล้วผลิตเนื้อหาให้ตรงกับที่เขาต้องการ

“ที่ผ่านมา โทรทัศน์ในประเทศไทยขาดความสนใจในความต้องการของผู้บริโภค แต่ผลิตในสิ่งที่ผู้ผลิตคิดว่าผู้บริโภคสนใจหรืออยากดู ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องหาคนดูให้เจอ อาจใช้การวิจัยทางการตลาดและการสำรวจเป็นตัวนำ จากนั้นจึงสื่อสารกับคนดู เข้าใจความต้องการของคนดูแล้วเราจึงจะครองใจเขาได้ อย่าคิดว่าตลาดไม่มี อย่ารอตลาดให้เกิดขึ้นเอง ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ปลุกคนดูและสร้างตลาดผู้ชมทีวีดิจิทัลขึ้นมาเอง แต่ส่วนตัวแล้วอยากเห็นความสวยงามที่สมดุลคือ ผู้ประกอบการเดินไปข้างหน้าได้ ขณะเดียวกันคนดูก็มีโอกาสเข้าถึง มีทางเลือกในการเปิดรับ และมีเนื้อหารายการที่ดีๆ ในทีวีดิจิทัลให้ดูกัน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท