
หุ้นจะผันผวนช่วงแกว่งเข้าหา 1,600 จุด
สัปดาห์นี้หุ้นไทยจะเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะช่วงไต่ขึ้นทดสอบแนวต้านจิตวิทยา 1,600 จุด
สัปดาห์นี้หุ้นไทยจะเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะช่วงไต่ขึ้นทดสอบแนวต้านจิตวิทยา 1,600 จุด
ดัชนี SET บวกมา 5 สัปดาห์ติดต่อกันและสามารถปิดบวกได้ถึง 13 สัปดาห์ ในช่วง 15 สัปดาห์หลังรัฐประหาร ตอบรับข่าวบวกต่างๆ ดังนี้
ประการแรก มุมมองเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จ่อนำโรดแมปปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่จะเป็นหัวหอกผลักดันเศรษฐกิจให้เร่งตัวขึ้นในปี 2558
นักวิเคราะห์ตอบสนองต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ลดลง ทยอยปรับขึ้นประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานรายหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจ เช่น รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร เป็นต้น
ตลาดยังเก็งว่ารัฐบาลจะยกเลิกกฎอัยการศึกรวมถึงจะออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้หากนำมาใช้จริงจะส่งผลดีต่อหุ้น CENTEL MINT ERW รวมถึง AOT
ล่าสุด รัฐบาลส่งสัญญาณยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขายทำกำไรหุ้นท่องเที่ยว แต่มองเป็นโอกาสทยอยซื้อช่วงย่อตัว
ประการที่ 2 เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ตลาดมองว่าผลประกอบการของบริษัทที่จะดีขึ้นตามเศรษฐกิจ จะชดเชยผลลบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ศุกร์ที่ผ่านมาทางการสหรัฐรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค. น้อยกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 225,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 6.1% จาก 6.2% ในเดือน ก.ค.
ตัวเลขจ้างงานที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์นั้น ส่งผลให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงานของสหรัฐและยังลดน้ำหนักกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจเร่งรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนกลางปี 2558
ประการที่ 3 หลังส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอยู่นาน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เซอร์ไพรส์ตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีก่อน ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 0.1% สู่ระดับ 0.05% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ ECB จ่ายให้แก่ธนาคารที่นำเงินมาฝากกับ ECB ลงสู่ระดับ 0.2% พร้อมกับประกาศว่าจะเริ่มซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Assetbacked securities) และตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยสินเชื่อคุณภาพ (Covered Bonds) จากภาคเอกชนในเดือน ต.ค.นี้
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปที่ดีดแรง 1.1% ในวันพฤหัสบดี ได้ปรับตัวลง 0.4% ในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าแผนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ECB อาจยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน
ประการที่ 4 ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายเป็นลำดับ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลยูเครนและผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซึ่งฝักใฝ่รัสเซียได้ลงนามในสัญญาหยุดยิง นับเป็นก้าวแรกของการแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงในยูเครนโดยใช้แนวทางทางการเมือง จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยตอบรับข่าวบวกข้างต้นไปค่อนข้างมาก ดัชนี SET ไต่ขึ้นมากว่า 200 จุด จึงเริ่มเกิดความกังวลว่าจะเกิดความผันผวนมากขึ้น ณ ระดับดัชนีหุ้นที่ 1,584 จุด ค่าพีอีที่ใช้กำไร 4 ไตรมาสล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 18.3 เท่า หากใช้ประมาณกำไรปี 2558 จะลดเหลือราว 16 เท่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังไม่แพง เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังขยายตัว แต่ก็ไม่ถูก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน นักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่มกังวลว่า ราคาหุ้นเริ่มวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว ขณะที่ทริกเกอร์ฟันด์ส่วนหนึ่งจะทยอยบรรลุเป้าหมายผลตอบแทนช่วงตลาดแกว่งขึ้น จึงน่าจะมีแรงขายทำกำไรเพิ่มเติมจากทริกเกอร์ฟันด์ จึงไม่แปลกที่จะเห็นแรงขายทำกำไรช่วงที่ดัชนีแกว่งขึ้นเข้าหาแนวต้านจิตวิทยา 1,600 จุด
อย่างไรก็ดี การลงทุนระยะปานกลางขึ้นไปยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น มูลค่าพื้นฐานของหุ้นไทยน่าจะอยู่ที่ 1,750 จุด ในช่วงปลายปี 2558 ขณะที่แรงซื้อจากกองทุน LTF และ RMF ที่น่าจะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้ อีก 1.52 หมื่นล้านบาท จะช่วยประคับประคองช่วงตลาดหุ้นปรับฐาน
การปรับฐานช่วงสั้นหลังราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็ว จึงถูกมองเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC) กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, KTB) กลุ่มพลังงานทดแทน (EA) กลุ่มอสังหาฯ (SPALI, QH, LH) กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT) เป็นต้น







