
แก้ (พฤติ) กรรม ทำแล้วรวย
เคยไหมที่บางทีเราก็นึกน้อยใจในโชคชะตาและแอบบ่นในใจว่า “ชาตินี้เกิดมามีกรรม” เพราะทำอย่างไรก็ไม่รวยสักที
เคยไหมที่บางทีเราก็นึกน้อยใจในโชคชะตาและแอบบ่นในใจว่า “ชาตินี้เกิดมามีกรรม” เพราะทำอย่างไรก็ไม่รวยสักที
เรื่องนี้ KExpert ธนาคารกสิกรไทย อาสาสวมวิญญาณหมอดูแม่นๆ มาช่วย “สแกนกรรม” ว่าไปทำอะไรมา จะได้ “แก้กรรม” ได้ตรงจุด แต่ไม่ใช่กรรมจากชาติภพไหน แต่เป็น “พฤติกรรม” ที่เราทำในชาตินี้ จากการเวิร์กช็อปเรื่อง “สแกน (พฤติ) กรรม ทำให้มีตังค์เก็บ”
- สแกน (พฤติ) กรรม
ทีนี้ก็ได้เวลา “สแกน (พฤติ) กรรม” กันแล้ว ขอให้ตั้งสติให้ดี ทำใจให้มั่นคง และเริ่มตอบคำถาม 10 ข้อต่อไปนี้ด้วยความจริงใจ เพราะเมื่อตอบคำถามครบทั้ง 10 ข้อแล้ว จะทำให้เรารู้ตัวเองว่า เรามี “พฤติกรรมการใช้จ่าย” เป็นอย่างไร
ศาสตรา มังกรอัศวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า “จริงๆ แล้วพฤติกรรมการใช้เงินของคนเรามีหลายแบบ แต่จะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ 4 แบบ ที่ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการออมมากที่สุด เพราะจะเสียเงินง่ายและบริหารจัดการเงินไม่ถูกต้อง”
แบบที่ 1 คนตามเทรนด์
ถ้าส่วนใหญ่เราเลือกตอบข้อ ก. ศาสตรา บอกว่า เรามี (พฤติ) กรรมแบบ “คนตามเทรนด์” ที่มีคติประจำใจว่า “ใครว่าดี เราว่าตาม” และมักจะเชื่อคนอื่นมากกว่าตนเอง
“คนอื่นซื้ออะไรก็ซื้อตาม หรือเป็นคนบ้าแฟชั่น ตามเพื่อน ใช้บรรทัดฐานของสังคมในการตัดสินใจใช้จ่าย อะไรที่เขาว่าดี อะไรที่เขาว่าดัง ก็ซื้อหมด เช่น ถ้าไอโฟน 6 ออกมาก็ต้องไปซื้อให้ได้ ซึ่งคนแบบนี้มีโอกาสเป็นหนี้เกินตัวได้ง่าย” ศาสตรา กล่าว
แบบที่ 2 คนมั่น
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ คือ ข. ให้รู้ไว้เลยว่า เรานี่ล่ะ “หนุ่มมั่น” หรือ “สาวมั่น” ตัวจริงเสียงจริง เพราะมีแนวโน้มที่จะเชื่อตัวเองมากกว่าเชื่อคนอื่น และมีแนวทางเป็นของตัวเอง ที่สำคัญ คือ ถ้าได้ปักใจเชื่ออะไรไปแล้วก็จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงง่าย
คติประจำใจคนกลุ่มนี้ คือ “เชื่อฉันสิดีที่สุด”
ศาสตรา บอกว่า “คนกลุ่มนี้จะมั่นใจในตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น ชอบอะไรก็ซื้อเลย จนบางครั้งหาเหตุผลไม่เจอว่า ซื้อมาทำไม”
แบบที่ 3 คนสุขสนุกสนาน
ถ้าข้อ ค. ตรงกับพฤติกรรมของเรามากที่สุด ให้รู้ไว้เลยว่า เราเป็นคนแบบ “คนสุขสนุกสนาน” หรือ “คนสุขนิยม” เพราะนิยมที่จะมีความสุขในระยะสั้น โดยไม่เป็นกังวลต่อชีวิตในอนาคตมากนัก โดยเชื่อว่าเงินเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนความสุข เพราะฉะนั้นมีเงินแล้วต้องนำไปใช้ ตามคติประจำใจที่ว่า “ใช้วันนี้ สุขวันนี้”
“คนกลุ่มนี้จะเน้นความสุขชั่วคราว ถ้าเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายไอศกรีม และบังเอิญมีเงินอยู่ในกระเป๋าพอดี ก็จะซื้อได้ทันที โดยไม่ได้นึกถึงวันที่เหลือ” ศาสตรา กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มสุขนิยมยังมีกลุ่มย่อยอีกประเภท คือ “สุขตามรสนิยม” ที่แม้จะไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ก็ “อดใจไม่เคยอยู่ ถ้าเป็นของที่ชอบ”
แบบที่ 4 คนชัดเจน
ดูเหมือนว่า ถ้าเรามีพฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นแบบข้อ ง. ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการออม เพราะเราเป็น “คนชัดเจน” โดยเฉพาะเรื่องเงิน เพราะจะจัดแบ่งเงินออกเป็นก้อนอย่างชัดเจน รู้ว่าเงินแต่ละก้อนจะนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยมีคติประจำใจว่า “เงินแต่ละก้อน มองแยกชิ้น”
ศาสตรา บอกว่า “คนกลุ่มนี้เป็นพวกระเบียบจัด แต่การมองเงินแยกส่วนออกเป็นก้อนๆ ก็ทำให้การบริหารเงินไม่มีประสิทธิภาพ เช่น แยกเงินส่วนหนึ่งไปออม ในขณะที่อีกก้อนหนึ่งไปจ่ายคืนหนี้ แทนที่จะนำเงินก้อนสำหรับการออมที่ได้ผลตอบแทนน้อยไปจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยได้มากกว่า”
- ล้วงลงไปถึงหัวใจ
นอกจากจะสแกน (พฤติ) กรรม จนรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน มีพฤติกรรมอะไรทำให้เราไม่มีเงินออมแล้ว KExpert ยังสามารถสแกน “แรงจูงใจและเป้าหมาย” ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไม่สามารถตั้งต้นออมเงินได้ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1.มีพร้อมทั้งเป้าหมายและแรงจูงใจที่จะเริ่มออม แต่ยังไม่เริ่มออม เพราะขาดทักษะในการออม ดังนั้นเพียงแค่หากลงมือหาความรู้ หารูปแบบการออมที่เหมาะสมก็ช่วยให้เริ่มต้นออมเงินได้อย่างมั่นใจแล้ว
2.ไม่มีเป้าหมายแต่มีแรงจูงใจในการออม คนกลุ่มนี้จะชอบออมเงิน จนบางครั้งเหมือนจะประหยัดมากเกินไป แต่กลับไม่รู้ว่า จะออมไปเพื่ออะไร ศาสตรา บอกว่า คนกลุ่มนี้อาจจะมีเงินเก็บจำนวนมาก แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ เพราะฉะนั้นต้องรู้ให้ได้ว่าจะออมไปเพื่อเป้าหมายอะไร
3.มีเป้าหมาย แต่ไม่มีแรงจูงใจ ศาสตรา เชื่อว่า พวกเราหลายคนอยู่ในกลุ่มนี้ คือ อยากจะออมเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่ไม่ได้เริ่มลงมือสักที (ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอะไรก็ตาม) ซึ่งวิธีแก้ของคนกลุ่มนี้ คือ การตั้งเป้าหมายย่อยๆ และให้รางวัลกับตัวเองเมื่อบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ที่ตั้งไว้
4.ไม่มีเป้าหมาย และไม่มีแรงจูงใจ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ “อันตรายที่สุด” ที่จะไม่มีเงินออม ซึ่งศาสตรา บอกว่า คนกลุ่มนี้พบได้บ่อยในวัยเริ่มทำงาน เพราะฉะนั้นถ้าคนกลุ่มนี้ไม่มีเป้าหมายที่ดีก็จะใช้เงินหมดทุกเดือน แถมยังอาจจะติดลบเพราะใช้เงินกู้และบัตรเครดิตอีกด้วย
- แก้ (พฤติ) กรรม
เมื่อรู้ว่า (พฤติ) กรรมการใช้จ่ายแบบไหนที่เป็นต้นเหตุของความยากจน ปิดกั้นหนทางรวยของเราแล้วก็มาถึงขั้นตอนการแก้ (พฤติ) กรรม ซึ่ง KExpert แนะนำวิธีการไว้ 4 ข้อ คือ
1.ตัดเงินออมอัตโนมัติ
ศาสตรา บอกว่า วิธีนี้เป็นการแก้พฤติกรรมที่ได้ผลสำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองได้ เพราะการตัดเงินออมอัตโนมัติจะช่วยควบคุมการใช้เงินของเราได้ และช่วยสร้างวินัยในการออมให้เราโดยไม่รู้ตัว
2.จดบันทึกรายรับรายจ่าย
“เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มีคนทำน้อยมาก เพราะเอาเข้าจริงๆ ก็ขี้เกียจจะจดบันทึก แต่การจดบันทึกจะช่วยให้เราควบคุมรายจ่ายได้ดีขึ้น” ศาสตรา แนะนำ
3.สร้างเป้าหมายเล็กๆ
วิธีการแก้พฤติกรรมข้อนี้เหมาะสำหรับคนที่ขาดแรงจูงใจในการออม เพราะเมื่อเราสามารถบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ที่ตั้งเอาไว้ได้ก็จะเป็นแรงผลักดันให้เราเดินไปตามเป้าหมายใหญ่ที่วางไว้ข้างหน้าได้
4.ทบทวนตัวเองก่อนจ่ายเงิน
“หลายครั้งเราเป็นเหยื่อของอารมณ์ เป็นเหยื่อของป้ายลดราคา แต่ถ้าเราลองหยุดคิดก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง เพื่อทบทวนว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นหรืออยากได้ ถ้าจำเป็นก็ซื้อเลย แต่ถ้าอยากได้ก็ต้องทบทวนเงินในกระเป๋าด้วย” ศาสตรา กล่าว
และถ้าคิดจะแก้ (พฤติ) กรรมให้ได้ผล ศาสตรา บอกว่า ต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน แล้วพฤติกรรมแย่ๆ จะหายไปและถูกแทนที่ด้วยพฤติกรรมดีๆ ที่ช่วยให้การออมเป็นเรื่องง่าย







