
หนี้เน่าไตรมาส2พุ่งพรวด
โพสต์ทูเดย์
— ธปท. ยอมรับห่วงปัญหาหนี้เสียไตรมาส 2 พุ่ง หลังเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม แต่มั่นใจไม่กระทบฐานะของธนาคารพาณิชย์ เพราะมีกันสำรองสูงถึง 130% เงินกองทุนก็สูงกว่าเกณฑ์นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่าในบางภาคธุรกิจมีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังเพิ่มในระดับที่ไม่สูงมากจนมีนัยสำคัญ แต่ก็ยอมรับว่า ธปท. เป็นห่วงเอ็นพีแอลใหม่ที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นมาก หลังจากหลายๆ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมทางเมืองที่รุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้
“
ระดับหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินเคยลดลงมาตั้งแต่ไตรมาส 13 ของปี 2552 ขณะที่ในไตรมาส 4 ของปี 2552 รวมถึงไตรมาสแรกของปีนี้ยังอยู่ในระดับทรงตัว แต่ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ธปท. ค่อนข้างมีความเป็นห่วงเป็นใยว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขั้นกังวลจนเกินไป เพราะตอนนี้ ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง และเราเชื่อว่าสถาบันการเงินจะสามารถดูแลระดับเอ็นพีแอลของตัวเองไม่ให้มีปัญหาได้” นายเกริก กล่าวทั้งนี้ ธปท. มองว่าสถาบันการเงินในระบบยังมีความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะมองในแง่คุณภาพสินทรัพย์ ความสามารถในการทำกำไร รวมถึงระดับเอ็นพีแอล ที่สำคัญสถาบันการเงินมีการกันสำรองความเสียหายจากหนี้เสียค่อนข้างสูง เฉลี่ยทุกธนาคารจะกันสำรองหนี้ไว้ไม่ต่ำกว่า 130% ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการกันสำรองมาก
ดังนั้น จึงเชื่อว่าเงินสำรองดังกล่าวจะสามารถรองรับความเสียหายจากหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ขณะเดียวกันเงินทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ก็อยู่ในเกณฑ์สูงเฉลี่ยที่ 1516% จากเกณฑ์ปกติที่ ธปท. กำหนด 8.5%
สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จลาจลที่สี่แยกราชประสงค์นั้น เท่าที่ธนาคารพาณิชย์สำรวจไว้ ลูกค้าสินเชื่อทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ มีวงเงินสินเชื่อรวมกันประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.3% ของสินเชื่อทั้งระบบ ซึ่งหากกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งหมด จะกระทบต่อเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงประมาณ 0.1%
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ได้ออกโครงการเยียวยาลูกค้ากลุ่มนี้แล้ว







