
ร้านวัสดุก่อสร้างชิงผุดอาเซียน
สยามโกลบอลฯ เครือเอสซีจี ตั้งบริษัทบริหารศูนย์วัสดุก่อสร้างตลาดซีแอลเอ็มวี ด้านโฮมโปร พ.ย.นี้ผุดสาขามาเลย์
สยามโกลบอลฯ เครือเอสซีจี ตั้งบริษัทบริหารศูนย์วัสดุก่อสร้างตลาดซีแอลเอ็มวี ด้านโฮมโปร พ.ย.นี้ผุดสาขามาเลย์
นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการเข้าร่วมทุนในสัดส่วน 50 ต่อ 50 กับบริษัท เอสซีจี ดีสทริบิวชั่น ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ถือหุ้น 100% โดยเป็นเงินลงทุนในส่วนของบริษัท 200 ล้านบาท และบริษัท เอสซีจี ดีสทริบิวชั่น อีกจำนวน 200 ล้านบาท
“การจัดตั้งบริษัท โกลบอลเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อรองรับการขยายธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในรูปแบบคลังสินค้าในอาเซียน การร่วมทุนดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจไปยังอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตสูง โดยอาศัยความเป็นผู้นําตลาดและเครือข่ายธุรกิจในอาเซียนของเอสซีจีควบคู่ไปกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทําธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง” นายวิทูร กล่าว
สำหรับประเทศที่บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะไปเปิดตลาดได้ก่อนคือ ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในปริมาณมาก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2558 เนื่องจากจะต้องพิจารณาจากกฎหมายการลงทุนในแต่ละประเทศให้มีความชัดเจนด้วย ทั้งนี้รูปแบบของศูนย์วัสดุก่อสร้างที่จะเปิดในต่างประเทศจะยึดแนวคิดการพัฒนาศูนย์วัสดุฯ ให้เหมือนในประเทศไทย คือเป็นสแตนด์อะโลน แต่ขนาดอาจแตกต่างกันตามทำเล บางแห่งมีพื้นที่ใหญ่ บางแห่งเป็นศูนย์ขนาดเล็ก
ด้าน นางวรรณี จันทามงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบัญชีและการเงิน บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิม รวมถึงขยายพื้นที่ โดยช่วงครึ่งปีแรกบริษัทเปิดเมกาโฮมแล้ว 2 แห่ง และโฮมโปร 3 แห่ง ช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดโฮมโปรอีก 5 สาขา คือ นครราชสีมา ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ ส่งผลให้สิ้นปีจะมีโฮมโปรรวม 7071 สาขา
นอกจากนี้ เตรียมเปิดโฮมโปรสาขาประเทศมาเลเซียแห่งแรกเดือน พ.ย.ปีนี้ ลงทุน 800 ล้านบาท คาดจะคุ้มทุนใน 3 ปี เนื่องจากพิจารณาแล้วตลาดมาเลเซียมีศักยภาพเติบโตสูงและ คู่แข่งที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดียวกันยังมีน้อย อีกทั้งบริษัทยังมองเห็นโอกาสในการเปิดตลาดในภูมิภาคอาเซียน ส่วนภาพรวมปีนี้เชื่อโตได้ 15% หลังครึ่งปีโต 20.9%
สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้ มั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% หลังจากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมารายได้เติบโตไปแล้วกว่า 20.9% และช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่ารายได้จะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากโดยปกติแล้วรายได้ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกอยู่แล้ว ขณะนี้ ภาพรวมของยอดขายในกรุงเทพก็กลับมาได้ค่อนข้างเร็ว และฟื้นตัวได้ดีกว่าต่างจังหวัด ส่วนการฟื้นตัวในจังหวัดที่พึ่งพิงการเกษตรกรรมสัญญาณยังไม่ชัดเจนนัก แต่ภาพรวมก็ถือว่าปรับตัวดีขึ้น
"ครึ่งปีแรกที่มีการเมืองแต่เราก็ยังสามารถมีการเติบโตได้ถึง 20.9% และปัจจุบันการเมืองเองก็เริ่มสงบลง และยอดขายเองก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดียกเว้นจังหวักที่พึ่งพิงเกษตรกรรมที่กำลังซื้อยังกลับมาไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ไม่เป็นผลกระทบมากนักกับลูกค้าของเรา เพราะลูกค้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับเกษตร ไม่ใช่เกษตรกรโดยตรง รวมไปถึงส่วนใหญ่ช่วงครึ่งปีหลังทั้งยอดขายและกำไรจะดีกว่าครึ่งปีแรกตามฤดูกาลปกติอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเรายังจะมุ่งเน้นฐานลูกค้า ที่เป็นสมาชิกที่เรามีอยู่ถึง 2 ล้านราย ซึ่งเป็นสัดส่วนในยอดขายถึง 60-80% ของยอดขายทั้งหมดต่อเดือน"นางวรรณี กล่าว







