posttoday
ห่วงขาดดุลเดินสะพัด

ห่วงขาดดุลเดินสะพัด

05 กันยายน 2557

ทีดีอาร์ไอให้ระวังหลังกระตุ้นเศรษฐกิจลดราคาน้ำมันเพิ่มการลงทุนตัวการ

ทีดีอาร์ไอให้ระวังหลังกระตุ้นเศรษฐกิจลดราคาน้ำมันเพิ่มการลงทุนตัวการ

ทีดีอาร์ไอเตือนระวังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง หลังรัฐบาลลดราคาน้ำมันและกระตุ้นการลงทุน

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า รัฐบาลควรจะต้องระวังการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจจะสูงขึ้น หลังจากที่ลดราคาน้ำมันเบนซินลงเฉลี่ย 35 บาท แล้วแต่ประเภทน้ำมัน ในระยะสั้นอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เล็กน้อย เพราะประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไปใช้ในด้านอื่น แต่ราคาที่ลดลงจะทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นและประชาชนใช้น้ำมันอย่างไร้ประสิทธิภาพ

“น้ำมันเป็นสินค้าที่เรานำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งนำเข้ามากก็จะยิ่งขาดดุลการค้ามาก ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว” นายนิพนธ์ กล่าว

นอกจากนี้ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2558 จะทำให้การนำเข้าเร่งตัวขึ้นในหมวดเครื่องจักร อุปกรณ์การก่อสร้าง หากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลให้นำเข้าน้ำมันแพงขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลมากถึง 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ดุลการค้าที่เกินดุลมากและดุลบริการที่กลับเกินดุล หลังจากที่ขาดดุลตลอดช่วง 3 ไตรมาสก่อนหน้านี้

ดุลการค้าที่เกินดุลมากในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นเพราะมูลค่าการนำเข้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มูลค่าการส่งออกค่อนข้างทรงตัว โดยการนำเข้าที่ลดลงมาจาก 2 ตัว คือ สินค้าทุนที่หดตัวแรง ซึ่งสอดคล้องกับภาวะการลงทุนในประเทศที่ซบเซา สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบที่หลายฝ่ายเกรงว่าหากเห็นการหดตัวอาจหมายถึงการส่งออกในระยะต่อไปจะหดตัวตามนั้น การนำเข้าวัตถุดิบในระดับนี้สอดคล้องกับการส่งออกที่ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ

ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดเพราะการลงทุนหดตัว แต่เมื่อใดที่การลงทุนเริ่มกลับมา ก็คิดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยลดขนาดการเกินดุลลง ซึ่งรัฐบาลประยุทธ์ 1 มีนโยบายให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ให้ได้มากที่สุดและใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้การลงทุนฟื้นต่อจากการบริโภค ในระยะกลางดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มที่จะเกินดุลลดลงเรื่อยๆ

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจจะต้องทำไปพร้อมๆ กันในหลายด้าน การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและการลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ไม่ใช่การปฏิรูปพลังงาน อาจจะส่งผลดีต่อคะแนนเสียงทางการเมือง แต่ในทางเศรษฐกิจจะส่งผลเสียในระยะยาวไม่ต่างจากโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง ควรคิดถึงผลระยะกลางและระยะยาวที่จะตามมาด้วย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงรัฐบาลคือไม่สามารถทำได้ตามที่ประชาชนคาดหวังไว้อย่างสูงโดยเฉพาะการปฏิรูป ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม แต่ในการปฏิรูป 11 ด้าน คือ 1.การเมือง 2.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4.การปกครองท้องถิ่น 5.การศึกษา 6.เศรษฐกิจ 7.พลังงาน 8.สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9.สื่อสารมวลชน 10.สังคม 11.ด้านอื่นๆ

“ควรจะมีการแยกเรื่องการทุจริตและคอร์รัปชั่นขึ้นมาเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญและเป็นชนวนของความวุ่นวายทั้งหมด” นายนิพนธ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล