
เทรนด์เชื่อมโยงทุกอุปกรณ์ดันภัยคุกคามออนไลน์โตสูง
เทรนด์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ต่างๆ (ดีไวซ์)
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
เทรนด์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ต่างๆ (ดีไวซ์) จนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันโดยปริยาย กระทั่งความสามารถเชื่อมโยงอุปกรณ์ทุกชนิดรอบตัวทำให้เกิดกระแส Internet of Things (IoT)
ทั้งนี้ ผลวิจัยจาก “ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน” บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมชื่อดังระดับโลก คาดการณ์ว่าจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกันด้านเทคโนโลยี (Connected Device) ทั่วโลกอยู่ที่ 8 แสนล้านเครื่องในปี 2563 หรืออยู่ที่ 5.1 เครื่อง/คน
ด้านมูลค่าตลาดของธุรกิจด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ดังกล่าวคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการลงทุนด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจีน ซึ่งจีนจะมีมูลค่าตลาดที่สูงสุดภายในปี 2558
พีระพงศ์ จงวิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม บริษัท ฟอร์ติเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชั่นด้านความปลอดภัยครบวงจร กล่าวว่า กระแสดังกล่าวเริ่มต้นการพัฒนายกระดับก้าวเข้าสู่ Internet of Everythings (IoE) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง 2 ส่วนสำคัญ คือ 1.ซอฟต์แวร์ 2.เครือข่าย (เน็ตเวิร์ก) ส่งผลให้ภัยคุกคามด้านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาจากการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น
ทั้งนี้ โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนคลาวด์ (Cloud) ที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจในการใช้งานดังกล่าว ทำให้มองว่าการเติบโตของตลาดเทคโนโลยีป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตขยายตัวมากขึ้น พร้อมกันนี้รูปแบบความต้องการยังมีการแบ่งย่อยลงในรายละเอียดสำหรับแต่ละบุคคลยิ่งขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดียและการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์
“การป้องกันภัยคุกคามด้านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต มีผลต่อความเชื่อถือในธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจด้านการเงินและธนาคาร บริษัทที่ปรึกษา ธุรกิจด้านความมั่นคง จึงถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการบริการงานในปัจจุบัน”
นอกจากนั้น เทคโนโลยีการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าวในปัจจุบัน ยังถูกแบ่งเทรนด์การใช้งานออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.ใช้เพื่อการป้องกันความปลอดภัย 2.ใช้เพื่อการจัดการระบบ เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกออกแบบให้มีการจัดการและกำหนดการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งในองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น
เทรนด์เทคโนโลยีนี้จะเกิดการใช้งานจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมสาธารณสุข ซึ่งจะเติบโตต่อเนื่องในช่วง 23 ปีจากนี้ในประเทศไทย
ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการอยู่ในประเทศไทยมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งมีผู้ใช้บริการการป้องกันภัยคุกคามในทุกภาคส่วนธุรกิจ อาทิ องค์กรภาครัฐ มหาวิทยาลัย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร สถาบันการเงิน
ดังนั้น บริษัทจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาเครือข่ายเพื่อการรองรับการเติบโตในอนาคตใน 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.แอพพลิเคชั่น 2.เครือข่าย 3.อุปกรณ์ที่สามารถรองรับความต้องการด้านการป้องกันข้อมูลได้อย่างครบถ้วน โดยได้มีทีมนักพัฒนาและวิจัยที่สามารถพัฒนาระบบให้สามารถครอบคลุมในทุกรูปแบบ
ขณะที่ภายหลังการมีรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ส่งผลให้สถานการณ์การลงทุนด้านการป้องกันภัยคุกคามด้านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมีทิศทางที่ดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ซึ่งยังคงต้องจับตามองสำหรับโปรเจกต์ใหม่ๆ ของรัฐบาลที่มีการเดินหน้า เนื่องจากพื้นฐานความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยไม่ได้เดินหน้าด้วยตัวเทคโนโลยี แต่เดินหน้าด้วยการเมืองเป็นหลัก จากความมั่นใจการลงทุนต่างๆ







