
โค้กชูแผน 7 ปีรุกโชห่วยอัดโครงการเถ้าแก่ผู้หญิงกรุตุ้น
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ตลาดน้ำอัดลมในปัจจุบัน ร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วย ถือว่าเป็นช่องทางจำหน่ายของน้ำอัดลมที่สำคัญ และมีการแข่งขันสูง โค้ก ในฐานะผู้นำตลาดน้ำอัดลมในไทย จึงเดินหน้าผุดโครงการ “ธุรกิจยั่งยืนกับโคคาโคลา” เข้าไปบริหารจัดการร้านค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายสินค้าภายในร้าน รวมทั้งสินค้าอื่นของบริษัท ทั้งโค้ก แฟนต้า น้ำดื่มน้ำทิพย์ ให้มียอดขายเพิ่มขึ้น
พรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ เปิดเผยว่า ช่องทางจำหน่ายของธุรกิจน้ำอัดลมของบริษัทเป็นร้านค้าปลีกรายย่อย ตู้แช่ สัดส่วนถึง 70% หรือกว่า 2.5 แสนร้านค้า ที่เหลืออีก 30% ขายผ่านโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ บริษัทจึงต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับร้านค้าปลีกรายย่อย เพราะเป็นห่วงโซ่ทางธุรกิจที่สำคัญ
ดังนั้น บริษัท โคคาโคลา (ประเทศไทย)จึงประกาศแผนพัฒนาร้านค้าปลีกรายย่อยระยะเวลา 7 ปี ทุ่มงบ 180 ล้านบาท เปิดตัวโครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคาโคลา และเป็นหนึ่งของโครงการระดับโลก 5by20 ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงในการบริหารจัดการร้านค้าปลีกรายย่อย ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของธุรกิจโคคาโคลา รวม 5 ล้านคนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลกภายในปี 2563 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 ด้วยการฝึกอบรมให้ซัพพลายเออร์ ผู้แทนจำหน่าย ร้านค้าปลีก
สำหรับในไทยจะมุ่งบริหารจัดการร้านค้า 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.การจัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง2.การบริหารคลังสินค้า และ 3.การบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพโดยจับมือกับทีเอ็มบี ดำเนินการใน62 จังหวัด นำร่องที่ภาคใต้ 5 จังหวัด เริ่มเดือนมิ.ย.นี้ โดยบริษัท หาดทิพย์ เบื้องต้นมีผู้เข้าร่วมอบรม 1,300 คน ช่วงเดือน ก.ย.จะเริ่มอบรมในกรุงเทพ สิ้นปีนี้ตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมอบรม 7,000 คน และปี 2563 เพิ่มเป็น 4.5 หมื่นคน
“เราไม่มองถึงการขยายช่องทางโชห่วยเพิ่ม แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพความรู้ทางธุรกิจรอบด้านให้กับคนกลุ่มนี้ ให้เจ้าของร้านที่ร่วมโครงการไม่จำเป็นต้องจำหน่ายน้ำอัดลมเท่านั้น แต่ผู้ที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆก็สามารถเข้าร่วมอบรมเพื่อสร้างจุดขายให้โดดเด่นและตรงกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ร้านค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อยู่บนผลกำไร” พรวุฒิ กล่าว
แอนโตนิโอ เดล โรซาริโอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โคคาโคลา กล่าวว่า จากลูกค้าร้านโชห่วยของบริษัท 2.5 แสนร้านค้า แบ่งเป็น กรุงเทพฯ และภาคกลาง 30% ภาคอีสาน 30% ภาคใต้ 1015% และที่เหลือภาคเหนือ 2530% ซึ่งผลการดำเนินโครงการใน 44 ประเทศทั่วโลก มีผู้เข้าร่วมอบรม 5.5 แสนล้านคน ส่งผลให้ร้านค้ามียอดขายไม่เฉพาะเครื่องดื่มน้ำอัดลมแต่รวมทั้งสินค้าอื่นๆ โดยรวมเติบโตเฉลี่ย 1720% ในอินโดนีเซียกว่า 60% มียอดขายเพิ่มขึ้น
จากรายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ พบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการในสัดส่วนถึง 60% แต่กลับมีรายได้เพียง 10% และเกือบ 90% นำเงินที่ได้รับไปซื้อสินค้าอื่นๆ ส่งผลให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโค้กเป็นส่วนหนึ่งร่วมพัฒนาความเป็นอยู่สังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ควบคู่กับการสร้างช่องทางร้านค้าปลีกรายย่อยให้มีอัตราเติบโตและแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่แผนตลาดในช่วงไตรมาส 4 จะเปิดตัวแคมเปญใหม่ เพื่อสร้างสีสันต้อนรับการเฉลิมฉลอง ซึ่งปีนี้การดำเนินธุรกิจยอมรับว่ายากมากขึ้นทั้งภาวะเศรษฐกิจ และคู่แข่งถึง 3 รายที่มีความแข็งแกร่ง และเชื่อว่าไตรมาส 4 จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกตลาดเครื่องดื่มโดยรวมเติบโตเพียงแค่ 2% ส่วนตลาดน้ำอัดลมแทบไม่เติบโต
เป้าหมายของโค้กคงไม่ไกลเกินเอื้อมกับการคว้าส่วนแบ่งมาครอบครองที่ 58% ในสิ้นปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่ง 55% จากตลาดมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะปีนี้ทั้งปีโค้กเปิดแคมเปญการตลาด อัดกลยุทธ์มัลติเสิร์ฟ ทั้งไซส์เล็กและใหญ่เข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา และโครงการธุรกิจยั่งยืนโคคาโคลา สะท้อนถึงการรุกคืบเข้าไปสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างร้านค้าปลีกรายย่อย เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญของธุรกิจน้ำอัดลมในไทยนั่นเอง







