
ต่างชาติทึ่งจ่ายเคลม4แสนล.
เหตุน้ำท่วมใหญ่ปี’54จบเร็วเกินคาดใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบภัยพิบัติ
เหตุน้ำท่วมใหญ่ปี’54จบเร็วเกินคาดใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบภัยพิบัติ
ประกันวินาศภัยไทย ได้รับการยอมรับในระดับเวทีโลก หลังจ่ายค่าสินไหมน้ำท่วม 4.1 แสนล้านบาท ได้เร็ว
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธนาคารโลกให้การชื่นชม คปภ.และบริษัทประกันวินาศภัยไทย ในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภัยจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และจะใช้ไทยเป็นแบบอย่างในการเข้าไปช่วยประเทศอื่นๆ ที่ประสบภัยพิบัติ
สำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2554 จนถึงวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการจ่ายไปแล้ว 3.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 96.8% จากทั้งหมด 4.1 แสนล้านบาท ถือเป็นความเสียหายจากภัยธรรมชาติสูงสุดอันดับ 10 ของโลกได้ภายในระยะเวลา 2 ปีกว่า โดยที่ไม่มีบริษัทใดต้องปิดกิจการจากเหตุการณ์นี้ และอยู่ระหว่างดำเนินงาน 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือนี้เป็นการซื้อประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ที่จะต้องใช้เวลาในการดูผลกระทบที่แท้จริง
ทั้งนี้ เพราะไทยถือว่ามีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและลงพื้นที่ได้เร็วมาก ตั้งแต่การร่วมมือกันจัดหาบุคลากรลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นสู่ที่สูง การบริการยกรถ การซ่อมรถ และตั้งศูนย์รับแจ้งสินไหมทดแทนจากประชาชนถึงที่
นายประเวช กล่าวว่า ยังสามารถจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เพื่อเรียกความมั่นใจจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ ที่ขณะนั้นปฏิเสธการรับประกันภัยในไทยให้กลับคืนมาได้ภายใน 1 ปี โดยสะท้อนผ่านบริษัทประกันวินาศภัยสามารถขายประกันภัยพิบัติให้ลูกค้ารายใหญ่ได้ต่ำกว่าที่กองทุนขาย 1% ต่อวงเงินความคุ้มครอง ภาคเอกชนขายได้ 0.60.8% ราคาต่ำกว่ากองทุน 20% จึงไม่ต้องส่งประกันภัยต่อมาที่กองทุน แสดงให้เห็นว่าตลาดประกัน ภัยพิบัติได้กลับสู่ภาวะการแข่งขันตามปกติ
“ไทยผ่านบททดสอบที่เป็นเหตุการณ์จริง เราไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ และสามารถจ่ายเคลมได้อย่างราบรื่น ไม่มีบริษัทประกันภัยใดที่เจ๊งจากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพิสูจน์ว่าระบบบริหารจัดการและการกำกับดูแลธุรกิจของไทยมีความเข้มแข็ง” นายประเวช กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกหน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัย (เอเอฟไออาร์) ซึ่งมี 22 ประเทศ โดยอยู่ในเอเชีย 10 ประเทศ และกลุ่มประเทศโอเชียเนีย ได้เสนอชื่อเลขาธิการ คปภ.ไทย เป็นประธานเอเอฟไออาร์ เพราะมีประสบการณ์แต่ได้ปฏิเสธ ล่าสุดได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นกับหน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัยจีน เพื่อแลกเปลี่ยนด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงภัย และลงนามร่วมกับหน่วยงานกำกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนด้านกฎระเบียบประกันภัย
“เป็นการแสดงให้เห็นว่า หน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัยของไทยได้รับการยอมรับและมีบทบาทในเวทีโลก ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนจากต่างประเทศมั่นใจในธุรกิจประกันภัยไทย เข้ามาทำประกันภัยต่อจากไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภค” นายประเวช กล่าว







