
เรื่องของตำนานขายสมบัติชาติ (2)
สัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงประโยชน์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั่วโลก ซึ่งงานวิจัยก็ครอบคลุมปัญหาที่เป็นส่วนน้อย ก็ไม่แปลกที่การแปรรูปจะถูกบรรจุในแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรม (แผน 5)
สัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงประโยชน์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั่วโลก ซึ่งงานวิจัยก็ครอบคลุมปัญหาที่เป็นส่วนน้อย ก็ไม่แปลกที่การแปรรูปจะถูกบรรจุในแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรม (แผน 5)
แม้การแปรรูปในประเทศไทยไม่ได้ไปไกลนัก แต่ก็มีกระแสต่อต้านมาก ซึ่งล่าสุดมีการร้อยเรียงตำนานว่าการแปรรูป ปตท.เป็นกระบวนการขายสมบัติชาติที่เริ่มสมัยนายกฯ ทักษิณ และแม้แต่รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติล้มทักษิณ ทั้ง คมช.และ คสช.ต่างก็เป็นกระบวนการต่อเนื่องทั้งนั้น
จะเป็นประโยชน์กับประเทศมาก หากมีการประเมินผลการแปรรูป ปตท.อย่างตรงไปตรงมา ทว่าตำนานดังกล่าวร้อยเรียงด้วยความไม่เป็นจริงหลายเรื่อง
แม้รัฐบาลทักษิณแปรรูป ปตท.ผิด เพราะไม่ได้ทำตามเงื่อนไขที่จะต้องแยกท่อก๊าซและจัดโครงสร้างการกำกับดูแลภายใน 1 ปีหลังการแปรรูปในปี 2544 แต่ก็ได้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการออก พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน ในปี 2550 ที่ดึงอำนาจรัฐจาก ปตท.มาอยู่ที่ Regulator (กกพ.) แล้ว ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาไม่เพิกถอนการแปรรูป แต่ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซบางส่วนให้แก่รัฐตามที่คอลัมน์นี้แจกแจงเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
สัปดาห์ที่แล้วได้ตีแผ่การบิดเบือนเม็ดเงินลงทุนของเอกชน ซึ่งสูงกว่าที่กล่าวอ้างและเงินปันผลที่ได้ ซึ่งต่ำกว่าที่กล่าวอ้างมาก รวมทั้งได้อธิบายเรื่องกองทุนวายุภักษ์ สรุปได้ว่ารัฐยังถือหุ้น ปตท. 51% โดยตรง +15% ผ่านกองทุนวายุภักษ์ = ประมาณ 66% (ไม่ใช่เพียงครึ่งหนึ่งตามตำนาน)
อีกตำนานที่บอกว่าทักษิณมีหุ้น 35% ใน ปตท .จึงเป็นจริงไม่ได้ เพราะรวมแล้วเกิน 100% และยังมีที่นักลงทุนไทย 3 เทศถืออยู่ที่เห็นๆ โดยเฉพาะสถาบันไทยอย่าง กบข. สำนักงานประกันสังคม และหน่วยลงทุนต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นโดย “ฝรั่งหัวดำ” นั้นอาจมีจริงในตอน IPO และในปัจจุบันก็อาจมีความเป็นไปได้ตามการวิเคราะห์ของคุณ สฤณี อาชวานันทกุล เพราะกฎหมายเรื่องการเปิดเผย Nominee ของไทยยังอ่อน ซึ่งในการปฏิรูปคราวนี้น่าจะให้ ก.ล.ต. ปปง.ฯลฯ ได้แก้ไข
“รัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.ขาดแคลนเม็ดเงินเท่านี้หรือ?”
ตำนานหาว่ารัฐหาเรื่องแปรรูป เพราะ ปตท.ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน คำตอบคือ บริษัทลูก ปตท.ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ทั้งปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่กู้หนี้ต่างประเทศมาลงทุน แต่ค่าเงินบาทลดดิ่งทำให้หนี้ท่วมเป็นเท่าตัว ซ้ำร้ายสถานการณ์ตลาดก็สาหัสทั้งราคา Naphtha และค่าการกลั่นก็ตกต่ำมาก
ทำให้ต้องปรับโครงสร้างหนี้กันยกใหญ่ ซึ่ง ปตท.ต้องเข้าไปเพิ่มทุนจำนวนมากเพื่อกอบกู้กิจการเหล่านั้นโดยไม่ให้เป็นภาระของรัฐหรือได้ซื้อหุ้นในราคาย่อมเยาจากผู้ถือหุ้นอื่นที่ถอนตัวหนีการขาดทุน อาทิ โรงกลั่นระยอง ไทยออยล์ บางจาก โรงงานไทยโอเลฟินส์ และ TPI เป็นต้น รวมทั้งลงทุนขยายระบบท่อที่เป็นประเด็นร้อนในวันนี้ เมื่อธุรกิจต่างๆ ฟื้น ปตท.ก็เลยขยายตัวเป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ยังมี 2 ประเด็นที่คาใจคนไทยเกี่ยวกับ IPO ของ ปตท. คือ การจองหุ้นที่หมดในพริบตากับราคาหุ้นที่มองย้อนหลังดูเหมือนจะถูกเกินไป
(1) การขายหุ้น IPO ปตท.เป็นครั้งแรกๆที่ใช้ระบบการจองที่ สาขากว่าหมื่นแห่งของธนาคารพาณิชย์ แทนการไปเข้าคิวกันซื้อในจุดเดียว เช่นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทั้งผู้ซื้อส่วนมากก็ใช้สิทธิเต็ม 100,000 หุ้น จึงไม่แปลกที่ขายหมดภายใน 1 นาที 17 วินาที อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิย์ได้กรอกใบจอง ล่วงหน้าในบางกรณีซึ่ง ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบแล้วลงโทษปรับและพักใบอนุญาตไม่ให้เป็นตัวแทนจองซื้อหุ้นเป็นเวลา 6 เดือน
(2) ราคาหุ้น 35 บาทท้ายสุดมาจากระบบ Book Building ซึ่งคล้ายการประมูลโดยผู้ลงทุนสถาบัน ราคาต่ำไปหรือไม่? คงต้องดูความจริงว่าหลังจาก IPO เพียง 2 วันราคาก็ตกต่ำกว่าราคาจองอยู่นานถึง 6 เดือน ต่ำสุดที่ 29 บาทใครที่ซื้อไม่ทันตอน IPO สามารถมาช้อนในราคาถูกได้ในช่วงนี้
แล้วที่วันนี้ราคา “สูงมาก” ถึง 319 บาท (1 ก.ย. 2557) ถือเป็นการพิสูจน์ว่าราคา IPO ต่ำไปหรือไม่? ปตท.ค้ากำไรเอาเปรียบประชาชนมาตลอดหรือไม่? ถ้าหาค่าเฉลี่ยจะพบว่าราคาหุ้น ปตท.เติบโต23.3 %ต่อปีในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาไม่ต่างนักจากปูนซิเมนต์ไทย 22.6%แต่ต่ำกว่าเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ 30.0%นอกจากนี้การเติบโตของมูลค่า ปตท.ก็ใกล้เคียงกับบริษัทน้ำมันอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น SINOPEC Petro China หรือแม้แต่ Petronas
“โรดแมปการแปรรูปขายสมบัติชาติครั้งที่ 2 จะหนักกว่ายุครัฐบาลทักษิณ ...กลับข้างกัน คราวนี้จะให้รัฐเป็นฝ่ายถือหุ้นข้างน้อย 25%...” แม้กระทั่งมาตรา 84 (11) ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดว่าโครงสร้างกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้นั้น ก็เป็นการ “สอดไส้มาตราแปรรูปสมบัติชาติเข้ามาในรัฐธรรมนูญปี 2550” เพราะไม่ปรากฏในฉบับ 2540
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ส.ร. 2550 เล่าว่าความจริงมาตราวรรคนี้เป็นจุดลงตัวในข้อโต้แย้งระหว่าง ส.ส.ร.ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการให้เปิดกว้างต่อการแปรรูป กับ ส.ส.ร.ฝ่ายสหภาพที่ต้องการให้ปิดกั้น หากเทียบกับปี 2540 รัฐธรรมนูญปี 2550 กลับจำกัดการแปรรูปมากกว่าเพราะฉบับ 2540 ไม่ข้อห้ามอย่าง 84 (11)
ปลัดกระทรวงพลังงานได้ออกมายืนยันว่า “จะไม่มีการแปรรูปบริษัทท่อก๊าซอย่างแน่นอน” ขณะเดียวกันก็บอกว่ากระทรวงการคลังอาจเข้ามาถือหุ้น 25% ดังนั้นในกรณีนี้การถือหุ้นของรัฐรวมแล้วน่าจะเป็น 25% (ตรง) + 66% ของ 75% (ผ่าน ปตท.) = 74.5% มากกว่าที่รัฐจะลดการถือหุ้นเหลือเพียง 25%ตามตำนาน
แต่จะคุ้มค่าหรือไม่ที่กระทรวงคลังมาซื้อหุ้นเพิ่มทั้งที่อำนาจในการกำหนดกติกาต่างๆ ได้ถูกโอนมาสู่ Regulator แล้ว หน่วยงานนี้อ่อนแอก็ควรแก้ให้ตรงจุด
หากสิ่งที่ผ่านมามิได้เลวร้ายอย่างที่ตำนานเล่า การล้มกระดานเพื่อการสร้างใหม่ตามกระแสโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ย่อมจะเกิดผลเสียหายกับประเทศในระยะยาว







