posttoday
มาตรฐานค่าครองชีพสำหรับผู้สูงอายุ

มาตรฐานค่าครองชีพสำหรับผู้สูงอายุ

03 กันยายน 2557

ความจริงที่เลี่ยงไม่ได้คือ สังคมไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2548 โดยประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์กันว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ในปี 2564 และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุขั้นสูง (Super Aged Society) อย่างรวดเร็วในปี 2574 ซึ่งผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเกิน 27 เปอร์เซ็นต์

ความจริงที่เลี่ยงไม่ได้คือ สังคมไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2548 โดยประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์กันว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ในปี 2564 และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุขั้นสูง (Super Aged Society) อย่างรวดเร็วในปี 2574 ซึ่งผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเกิน 27 เปอร์เซ็นต์

แม้คำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ฟังดูเป็นเรื่องเข้าใจยากและไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเรา แต่หากเราลองมองไปรอบๆ ก็จะพบว่าเพื่อนบางคนเพิ่งแต่งงานเมื่ออายุ 35 ปี หลายคนแต่งงานแล้วยังไม่มีลูก หรือมีลูกไม่เกินสองคน แตกต่างจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราซึ่งมีลูกกันเฉลี่ยครอบครัวละ 45 คน การมีบุตรน้อยเป็นเรื่องสำคัญ หากสามารถกดปุ่มเร่งเวลาไปดูชีวิตหลังเกษียณ ก็อาจพบว่าลูกๆ เราในอนาคตต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูตัวเองจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เป็นผลให้การแบ่งเงินมาดูแลเราในฐานะพ่อแม่ทำได้น้อยลง และการมีบุตรน้อยลงก็ย่อมหมายถึงโอกาสที่เราจะพึ่งพาแหล่งเงินจากลูกก็น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นสังคมผู้สูงอายุจึงหมายถึง สังคมที่เราต้องพึ่งพาเงินออมของเราเองเป็นหลัก

คำถามที่ถามกันบ่อยคือ “ควรออมเงินเพื่อวัยเกษียณเท่าไหร่ดี?” ในทางปฏิบัตินักวางแผนการเงินจะคำนวณโดยอิงเกณฑ์มาตรฐาน เช่น กำหนดว่าควรมีเงินกระแสเงินเข้าหลังเกษียณ (ดอกผลของสินทรัพย์ การถอนสินทรัพย์มาใช้ หรือการทำงานหลังเกษียณ) ประมาณ 7080% ของรายได้เฉลี่ยทั้งชีวิตก่อนเกษียณ หรือบางค่ายก็ใช้เกณฑ์ประมาณ 5060% ของรายได้ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ โดยในกรณีหลังนี้เอามายกตัวอย่างได้ว่า หากเรามีรายได้ปีสุดท้ายก่อนเกษียณจำนวน 1 ล้านบาท ก็ควรจะมี “กระแสเงินเข้า” ประมาณ 56 แสนบาทต่อปีหลังเกษียณ จึงจะสามารถรักษาคุณภาพชีวิตให้ใกล้เคียงกับช่วงที่เรายังทำงานอยู่ได้

เกณฑ์คำนวณลักษณะนี้เรียกว่า Income Replacement Rate หรืออัตราทดแทนเงินได้ ซึ่งใช้กันมานาน ข้อดีของวิธีนี้คือ กำหนดจำนวนเงินที่ผันแปรไปตามระดับรายได้ ซึ่งบอกเป็นนัยถึงไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ข้อเสียคือคลุมเครือ เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อถึงปีสุดท้ายก่อนเกษียณแล้วเราจะมีรายได้เท่าไหร่กันแน่ ความคลุมเครือนี้ทำให้ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายจำนวนเงินออมได้อย่างชัดเจน เพราะต้องอาศัยการตั้งสมมติฐานหลายตัวแปร และจากประสบการณ์พบว่าจำนวนเงินที่คำนวณมาได้มักสูงเกินไปจนบั่นทอนกำลังใจของคนที่จะออม

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทางทีมจึงได้ริเริ่มจัดทำ “มาตรฐานค่าครองชีพสำหรับผู้สูงอายุ” (KExpert Retirement Living Standard) โดยกำหนดงบประมาณที่คาดว่าผู้สูงอายุจะใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพยามเกษียณได้อย่างมีความสุข เกณฑ์นี้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะลดลงเมื่อเกษียณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าที่จอดรถ เครื่องแต่งกายราคาแพง ค่ากินเลี้ยงกับเพื่อนร่วมงาน สมาชิกนิตยสารต่างๆ ฯลฯ รวมทั้งค่าใช้จ่ายบางส่วนก็จะเพิ่มขึ้น ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล และค่าพักผ่อนหย่อนใจ

มาตรฐานกำหนดไว้สองแบบ แบบแรกเรียกว่า “เกษียณดำรงชีพได้” หมายถึง การมีเงินเพียงพอใช้จ่ายได้แบบไม่ลำบากไม่ต้องจำกัดจำเขี่ยอะไรมากนัก ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเงินทุนขั้นต่ำที่ควรมีในแต่ละปีเพื่อดำรงชีพได้อย่างสุขใจ ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “เกษียณสบาย” หมายถึง การมีเงินเพียงพอที่จะจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ อยากจะไปเที่ยวหรือหากิจกรรมต่างๆ ทำเพื่อสร้างความสุขก็ทำได้ง่าย

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) ค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ของกินของใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้าและการแต่งกาย เป็นต้น (2) ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต เคเบิลทีวี ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและการซ่อมแซม เป็นต้น (3) ค่าใช้จ่ายรถยนต์ เช่น ค่าน้ำมัน ทางด่วน ประกันรถยนต์ และค่าบำรุงรักษารถยนต์ เนื่องจากผู้สูงอายุก็ยังต้องใช้รถหรือมีรถยนต์ต้องดูแลรักษา (4) ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ ในที่นี้เราเน้นเรื่องการออกกำลังกาย อาหารเสริม และการตรวจสุขภาพ แต่ไม่ได้รวมค่ารักษาพยาบาลกรณีโรคร้ายแรง ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องเตรียมค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพิ่มขึ้น และ (5) ค่าใช้จ่ายเพื่อนันทนาการ ได้แก่ การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ท่องเที่ยวในประเทศ รวมทั้งการกินอาหารนอกบ้าน เพราะการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในวัยเกษียณแล้วก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย

โดยรวมแล้ว ผู้ที่เกษียณควรมีแหล่งเงินให้เพียงพอกับงบประมาณรายจ่ายประมาณ 25,000 บาทต่อเดือน กรณีเกษียณดำรงชีพได้ และ 52,000 บาทต่อเดือน กรณีเกษียณสบาย หากคำนวณเป็นต่อปี โดยให้มีเงินครอบคลุมกับช่วงเวลาหลังเกษียณได้สักยี่สิบปีแล้ว ก็ควรตั้งเป้าหมายออมให้ได้อย่างน้อย 6 ล้านบาท ก่อนจะเกษียณ (ดูกราฟฟิกประกอบ)

มาตรฐานค่าครองชีพผู้สูงอายุที่ได้จัดทำนี้ถือว่าเป็นแนวทาง “เบื้องต้น” เพื่อทำให้เป้าหมายการออมเพื่อวัยเกษียณจับต้องได้มากขึ้น อาจจะไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละปัจเจกบุคคลมากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ืเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าควรปักธงตั้งเป้าไว้สักเท่าไหร่กันแน่ ลองปรับเพิ่มลดรายการให้เหมาะกับตัวเรานะครับ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล