
อเบอร์ดีนชี้ต่างชาติไม่ทิ้งหุ้นไทย
บลจ.อเบอร์ดีน เผยนักลงทุนต่างชาติไม่ทิ้งหุ้นไทย คุยกองทุนหุ้นผลตอบแทนปึ้ก ไม่หวั่นถือหุ้นได้รับผลกระทบจากการเมือง
บลจ.อเบอร์ดีน เผยนักลงทุนต่างชาติไม่ทิ้งหุ้นไทย คุยกองทุนหุ้นผลตอบแทนปึ้ก ไม่หวั่นถือหุ้นได้รับผลกระทบจากการเมือง
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทยผ่านกองทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนระยะยาว ยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยจะมีความรุนแรง
“กองทุนต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทยที่เราบริหารอยู่ยังมีเงินลงทุนไหลเข้า โดยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. เพียงวันเดียวมีเงินเข้ามาลงทุน 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ในปัจจุบันมีเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่มีประมาณ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากทั้งผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นและเงินทุนไหลเข้า” นายอดิเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายอดิเทพ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่าน บลจ.อเบอร์ดีน ยังคงกังวลกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจว่า จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และแผนปรองดองของรัฐบาลจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
“นักลงทุนต่างชาติกังวลเรื่องการเมืองในประเทศไทย มีคำถามว่า คราวหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุน เพราะเราจะพยายามลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่งที่สุด และคิดว่า ถ้าลงทุนในบริษัทที่ดีๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา โดยในปัจจุบันหุ้นที่เราสามารถลงทุนได้มีอยู่ 35 ตัว และคาดว่า ปีนี้จะมีอัตราการเติบโตของกำไร 7-8% และอัตราการจ่ายเงินปันผล 5% และผลตอบแทนต่อเงินลงทุน 16-18% ซึ่งถือว่า สูงมากขณะที่หนี้สินต่อทุนเฉลี่ยอยู่เพียง 0.2 เท่า” นายอดิเทพ กล่าว
นอกจากนี้ นายอดิเทพ ยังกล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปีผลการดำเนินงานกองทุนหุ้นในประเทศ สูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 6-13% โดยเฉพาะกองทุนอเบอร์ดีนสมอลแค็พที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในกลุ่มกองทุนหุ้น เนื่องจากหุ้นหลายตัวที่ถืออยู่ประกาศผลประกอบการออกมาดีเกินคาด แม้ว่า หุ้นหลายตัวจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ทางการเมือง เช่น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC), เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)
“เรายังไม่ได้ลดน้ำหนักการถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้ เพราะเราลงทุนระยะยาว ซึ่งเชื่อว่า ธุรกิจยังคงมีการเติบโตที่ดี จึงไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในระยะสั้นมากนัก นอกจากนี้ หากราคาหุ้นเหล่านี้ปรับลดลงอาจจะเป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่ม” นายอดิเทพ กล่าว







