posttoday
บริษัทจดทะเบียนผงาดในต่างประเทศ

บริษัทจดทะเบียนผงาดในต่างประเทศ

02 กันยายน 2557

ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สำรวจการเติบโตในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.)

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สำรวจการเติบโตในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ตั้งแต่ปี 2549-2556 ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการของบริษัทกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่รวมบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และไม่นับรวม บจ.ที่เป็นการจัดตั้งบริษัทในรูปแบบตั้งบริษัทเพื่อเข้าไปลงทุน หรือโฮลดิ้ง คอมพานี

ทั้งนี้ พบว่าจำนวน บจ.ที่ลงทุนในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม โดย บจ.กลุ่มทรัพยากรมีทั้งสัดส่วนจำนวนบริษัทและมูลค่าที่ลงทุนในต่างประเทศมากที่สุด และยังพบว่ามูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ 2553-2555 เนื่องจากมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยคิดเป็น 87% มูลค่าเงินลงทุนสะสมในช่วง 8 ปี เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50

นอกจากนี้ พบว่า บจ.ส่วนใหญ่ลงทุนในอาเซียนเป็นภูมิภาคเป้าหมายหลักของการลงทุน ซึ่งประมาณ 80% ของรายได้จากแหล่งในอาเซียนมาจากอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียรวมกัน

แต่จะมีบาง บจ.ที่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากมีเงินลงทุนขนาดใหญ่ขึ้นช่วงปี 2553-2555 เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ไปลงทุนสำรวจที่ไม่ต้องเปิดชั้นดินในสหรัฐ 7 หมื่นล้านบาท บริษัท บ้านปู (BANPU) ไปลงทุนเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย 7 หมื่นล้านบาท บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ไปลงทุนในบริษัทยุโรป 3 หมื่นล้านบาท บริษัท สหวิริยา (SSI) ลงทุนโรงถลุงถ่านหินในอังกฤษ หรือบริษัท อินโดรามา (IVL)

แต่สิ่งสำคัญคือ ปี 2556 พบว่า บจ.ทั้งหมด 115 บริษัท ที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศประมาณ 45% ต่อรายได้รวมทั้งหมด และหากดูย้อนช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มีเพียงเฉลี่ย 10% ต่อปี

นอกจากนั้น โครงสร้างรายได้ บจ.ตามรายอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 8 ปีนี้ โดยปี 2549 พบว่าอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนรายได้สูงสุดจากต่างประเทศใน 3 อันดับ คือ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอาหาร ขณะที่ปี 2556 อันดับ 3 คือ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศของทั้ง 3 อุตสาหกรรม

หากพิจารณาในรายละเอียด บจ.กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มอาหารลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพราะจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ และธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรมก็เพื่อแสวงหาฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือเพื่อรองรับเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการผลิตได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย ตลท. มีข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานรัฐควรเป็นเครื่องมือหรือให้ความช่วยเหลือเอกชนไทยเหมือนทางประเทศญี่ปุ่น เพราะไม่ว่าเอกชนจะไปไหน ภาครัฐเตรียมพร้อมก้าวไปสนับสนุนทุกที่ ซึ่งพบว่าสินเชื่อธุรกิจเพื่อการลงทุนในต่างประเทศของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) ได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า จากปี 2528 อยู่ที่ 1.82 แสนล้านเยน โดยปี 2555 เพิ่มเป็น 3.13 แสนล้านเยน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของสินเชื่อโดยรวมทั้งหมด ประมาณ 74% จากปี 2528 คิดเป็น 21% ของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม

ทั้งนี้ ตัวอย่างจาก บจ.ขนาดใหญ่อย่าง SCC ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 21% โดยได้ทั้งจากการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศและการส่งออกไปต่างประเทศ “เชาวลิต เอกบุตร” กล่าวว่า เหตุผลที่ SCC ต้องลงทุนในกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก อาจจะเป็นเรื่องที่จุดเริ่มต้นที่ไม่ตั้งใจ ตอนแรกเป็นกลุ่มประเทศหนึ่งที่ตั้งใจจะขายธุรกิจอาเซียนที่มีการขยายตัวมาก่อนปี 2540 แต่ตอนนั้นสามารถขายธุรกิจในสหรัฐและจีนได้ แต่กลุ่มอาเซียนขายไม่ได้ เพราะโดนหางเลขจากวิกฤตต้มยำกุ้งของไทย

แต่ทุกอย่างดันเป็นโอกาสที่ดีและกลายเป็นจุดที่ทำให้บริษัทโฟกัสมากลุ่มอาเซียนอย่างเดียว เพราะมีเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีประชากรมากถึง 600 กว่าล้านคน และธุรกิจ SCC มักเป็นสินค้าพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการเติบโตของแต่ละประเทศที่อยู่ในอาเซียน และภาครัฐแต่ละประเทศจะต้องมีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง

ปัจจุบัน SCC แบ่งกลุ่มอาเซียนเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย กลุ่มที่เป็นพื้นฐานการผลิต คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม และกลุ่มที่ยังมีแหล่งทรัพยากรมากและแรงงานที่ถูกอย่าง เวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว

แต่กลยุทธ์ที่ SCC ใช้ คือ ต้องเริ่มจากเปิดตัวด้วยการเข้าไปทดลองตลาดด้วยการส่งสินค้าไปก่อน เพื่อดูผลตอบรับการเข้าไปทดลองสนามและจากคู่แข่งที่อยู่ในประเทศนั้นๆ จากนั้นค่อยตอกย้ำด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นพร้อมๆ กับสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า จากนั้นก็พยายามหาพันธมิตร (พาร์ตเนอร์) ในประเทศนั้นๆ แล้วค่อยขยายผลต่อด้วยการทำร่วมทุน ซื้อกิจการ หรือการเข้าไปสร้างโรงงานเพื่อการผลิต ซึ่งอีก 2-3 ปี SCC ก็จะมีโรงผลิตปูนซีเมนต์ครบใน 4 ประเทศในอาเซียน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย ปัจจุบัน SCC มีพนักงานทั้งหมด 5 หมื่นคน เป็นพนักงานคนไทย 3.5 หมื่นคน และต่างประเทศ 1.5 หมื่นคน

“อยากให้บริษัทที่เลือกไปลงทุนในต่างประเทศมองเรื่องการหาพาร์ตเนอร์ หรือการเข้าไปซื้อกิจการหรือร่วมทุนเป็นหลัก เพราะได้ลูกค้าเลย ดีกว่าที่จะไปเริ่มสร้างโรงงานเองตั้งแต่แรก ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถสร้างยอดขายให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งภายในอีก 5 ปี มองว่าเวียดนามจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเป็นโอกาสที่ SCC ที่เข้าไปลงทุนมากที่สุด เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียที่มีประชากรมาก แต่มีช่องว่างการเติบโตได้น้อยกว่า เพราะมีผู้เล่นหรือคู่แข่งในตลาดน้อย”

อย่างไรก็ดี อยากให้คำนึงถึงความเสี่ยงควรศึกษาข้อกฎหมาย วัฒนธรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพนักงานของแต่ละประเทศที่จะเข้าไปลงทุนให้ดี และที่สำคัญต้องคิดถึงข้อได้เปรียบหรือความสามารถในการแข่งขันให้ดี เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาไทยยังมีการผลิตต่อเนื่อง แต่ค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก

ด้านตัวอย่างจากบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก “กำธร ศิลาอ่อน” แห่งบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (SNP) ที่บอกว่า จุดเริ่มต้นของ SNP ออกไปลงทุนในต่างประเทศสาขาแรกที่อังกฤษ เพียงเพราะมีสมาชิกและญาติไปเรียนและเดินทางไปที่อังกฤษบ่อย

แต่หลังจากนั้นมีการปรับตัวมากขึ้น มองหาพาร์ตเนอร์เป็นตัวช่วยในการขยายสาขาหรือเพิ่มยอดจากต่างประเทศ ซึ่งใช้กลยุทธ์นี้กับขยายสาขาที่สิงคโปร์ เพราะนอกจากจะได้ยอดขายหรือสาขาที่จะได้มากขึ้นแล้ว พาร์ตเนอร์ยังเป็นตัวช่วยหลักที่จะทำให้สามารถแตกแบรนด์ร้านอื่นเพิ่มได้อีก ซึ่งปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 24 สาขา แบ่งเป็น 12 แห่งในสิงคโปร์ 5 แห่งในอังกฤษ นอกนั้นคือที่สวิตเซอร์แลนด์ จีน กัมพูชา ปัจจุบัน SNP มีสัดส่วนรายได้ 15% มาจากการขยายสาขาต่างประเทศ

“ตอนนี้บริษัทคงเน้นการเติบโตในประเทศภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เช่น กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว ซึ่งก็จะยึดหลักในการหาพาร์ตเนอร์ในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก แต่สิ่งที่อยากให้ผู้ลงทุนต้องคำนึง คือ การคิดต้นทุนการทำธุรกิจอาหารในต่างประเทศจะมีต้นทุนบริการอื่นเพิ่ม เช่น แรงงาน หรือค่าความปลอดภัย” กำธร กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ