
PYLON เข้าตา Forbes Asia ผลตอบแทนสูง-การเงินแกร่ง-โตได้อีก
บริษัท ไพลอน (PYLON) ผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานรากประเภทเสาเข็มเจาะ รับจ้างหล่อเสาเข็ม
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
บริษัท ไพลอน (PYLON) ผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานรากประเภทเสาเข็มเจาะ รับจ้างหล่อเสาเข็ม งานปรับปรุงคุณภาพดิน งานก่อสร้างกำแพงกันดิน และให้บริการก่อสร้าง เป็นบริษัทแห่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จากจำนวน 9 บริษัทจดทะเบียนของไทย (บจ.) ที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Forbes Asia ติดทำเนียบสุดยอด 200 บริษัทขนาดกลางและเล็กในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีบริษัทที่เข้าสู่การเลือกเบื้องต้นรวมทั้งสิ้น 1.5 หมื่นแห่ง จาก 15 ประเทศ
PYLON ติดอันดับรอบนี้ได้ สะท้อนถึงคุณภาพที่ไม่แพ้บริษัทขนาดใหญ่เลย ถึงแม้บริษัทจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพียง 2,113 ล้านบาท เนื่องจากการเข้าสู่ทำเนียบ Asia’s 200 Best Under A Billion ได้ จะต้องเป็นบริษัทที่มีรายได้ประจำปีระหว่าง 51,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลการดำเนินงานมีกำไรสุทธิ และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) และอัตรากำไรสุทธิก่อนภาษี (Pretax Margin) เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายและกำไรสุทธิต่อหุ้นมีการเติบโตในช่วง 1 ปีและ 3 ปีล่าสุด และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ไม่เกิน 0.75 เท่า
“บดินทร์ แสงอารยะกุล” กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไพลอน (PYLON) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันบริษัทมีอาร์โออีสูงถึงระดับ 30% แสดงถึงความสามารถในการนำเงินที่ได้รับจากผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้จากภาวะอุตสาหกรรมที่ส่งเสริม และมีผลประกอบการที่ดีในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นดีในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นของงานฐานรากเสาเข็มเจาะเฉลี่ยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยประมาณ 17-20% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 10%
ทางด้านฐานะทางการเงินของไพลอนก็มีความแข็งแกร่งสูงสุดในอุตสาหกรรมเป็นเวลามากกว่า 5 ปี โดยดี/อีไม่เคยเกิน 1 เท่า ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้มาไม่ต่ำกว่า 7 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.7-0.9 เท่า ปัจจุบันลงมาที่ประมาณ 0.6 เท่า รวมถึงสภาพคล่อง อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) หรืออัตราส่วนด้านการเงินต่างๆ โดยเทียบกับคู่แข่งทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์
ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังต่ำ เพราะบริษัทมีสถานะเงินสดสุทธิ ไม่มีหนี้ ส่งผลให้มีรายได้จากดอกเบี้ยด้วย และบริษัทมีนโยบายอนุรักษนิยมไม่ทำอะไรที่เกินตัว เน้นที่ความแข็งแรงเป็นสำคัญ ไม่โลภ การดำเนินการใดๆ จะทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ฟุ่มเฟือย แม้ที่ผ่านมาจะถูกชวนให้ไปศึกษาการลงทุนนอกธุรกิจจำนวนมากก็ตาม แต่บริษัทต้องการจะทำในธุรกิจที่ถนัดเป็นหลัก แต่ไม่ได้ปิดโอกาสทางธุรกิจ และทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ก็เพียงพอสำหรับการขยายงาน จึงไม่มีแนวคิดในการเพิ่มทุน
หลักการบริหารจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพมาจากทุกภาคส่วนขององค์กร ได้แก่ แนวคิดของผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง และระดับปฏิบัติการ พยายามเพิ่มศักยภาพแต่ละจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็งทุกส่วนช่วยกัน
“ไพลอนพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าที่สุด ไฟห้องน้ำเมื่อไม่ใช้ก็จะปิดไว้ ส่วนตัวที่บ้านห้องไหนไม่อยู่ก็ปิดไฟ ต้องการปลูกฝังถ่ายทอดแนวคิดสู่พนักงานให้ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ รวมถึงรถประจำตำแหน่งผู้บริหารหรูสุดที่ได้คือ โตโยต้า คัมรี่ เราพยายามใช้เงินผู้ถือหุ้นอย่างคุ้มค่า”
สำหรับงานของบริษัท การผลิตเสาเข็ม กำลังการผลิตมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ การรับงานจะเป็นงานระยะสั้นๆ ใช้เวลาระหว่าง 24 เดือน มีข้อดีคือสามารถปรับต้นทุนได้ตลอดเวลาตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงเมื่อไปเริ่มรับงานโครงการใหม่ แต่มีข้อเสียคือต้องทำงานหนัก เร่งหางานใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ในช่วงเวลาหนึ่งจะรับระหว่าง 8-10 โครงการ โดยงานฐานรากระยะสั้นจะซื้อเหล็กล่วงหน้าทั้งหมด ขณะที่งานโครงการระยะยาวที่มีมูลค่าสูงจะใช้สต๊อกเป็นส่วนๆ
ปัจจุบันโครงสร้างลูกค้าของบริษัทก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้ารายแรกคือ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) คิดเป็นมูลค่างานสูงสุดถึงประมาณ 90% ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 10% สัดส่วนงานที่รับจากลูกค้ารายใหญ่จะสลับกันไป ขึ้นอยู่กับในช่วงนั้นลูกค้ารายใดมีมูลค่างานขนาดใหญ่
ขณะที่บริษัท ยูนิ เวนเจอร์ (UV) ซึ่งได้สิทธิเช่าพื้นที่โรงเรียนเตรียมทหาร หัวมุมพระราม 4 โดยมีแผนจะลงทุนพัฒนาพื้นที่ 8090 ไร่ เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ซึ่งสัดส่วนงานโครงสร้างประมาณ 60 ไร่ มีโอกาสที่ PYLON จะเข้าไปมีส่วนร่วมเข้าประมูลงาน เพราะบริษัท แกรนด์ยู เป็นลูกค้าประจำที่ใช้บริการบริษัทอยู่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น บริษัทจะเพิ่มงานในส่วนของโครงการรถไฟฟ้า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายการลงทุนที่ชัดเจน แผนงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะแบ่งการลงทุนรถไฟฟ้าเป็น 3 ขั้น โดยขั้นที่ 1 อยู่ในช่วงดำเนินการ เหลือเพียงสายสีเขียวเปิดประมูลในปี 2557 ส่วนขั้นที่ 2 อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมการประมูลจำนวน 67 สาย โดยจะเปิดประมูลในปี 2558 คือ สายสีเหลือง เส้นทางลาดพร้าวสำโรง สีชมพู เส้นทางแครายมีนบุรี และสีส้ม เส้นทางศูนย์วัฒนธรรมมีนบุรี โดยจะพยายามเปิดประมูลประมาณ 23 สาย/ปี และขั้นที่ 3 อีกจำนวน 8 สาย ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ การรับงานฐานรากต้องใช้ผู้ประกอบการหลายราย และยังมีงานรากฐานเอกชนมอเตอร์เวย์บางปะอินโคราช น่าจะใช้เสาเข็มจำนวนมาก ระยะทาง 3040 กิโลเมตร
อย่างไรก็ดี งานโครงการลงทุนของรัฐบาลที่จะเข้ามาน่าจะเห็นผลบวกในปี 2558 เช่น โครงการก่อสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 และรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ขณะที่งานเอกชนก็จะดีด้วย เมื่อเศรษฐกิจดี กำลังซื้อสูง โครงการคอนโดมิเนียมใหม่จะเกิด รวมถึงการเกิดรถไฟฟ้าจะทำให้เกิดความต้องการคอนโดมิเนียมอีกมหาศาล ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (แบ็กล็อก) ประมาณ 850 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 80% จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2557
“ภาพใหญ่ 7 ปีข้างหน้าธุรกิจอยู่ในช่วงการเติบโต ขณะที่บริษัทลูก คือ เอ็กซิลอน งานที่ขาดทุนจะทยอยหมดลงในปีนี้ ทรัพยากรต้องมาลงงานที่ขาดทุนเพื่อเร่งให้จบ คาดปีหน้าจะเริ่มมีกำไร ตอนนี้มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 15%”
บดินทร์ กล่าวทิ้งท้ายถึงรางวัลที่ได้รับจาก Forbes ครั้งนี้ ว่า ยังงงๆ อยู่ และคิดว่าอะไรดีก็ทำต่อไป ไม่เคยโฟกัสว่าต้องการได้รางวัล ถ้าปีหน้าไม่ได้ก็ไม่เสียใจ แต่พยายามทำตัวให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นเบอร์ 1 และหลังจากได้รางวัลเริ่มมีโบรกเกอร์ติดต่อเข้ามาพบขอข้อมูลเพื่อไปแนะนำลูกค้ามากขึ้น จากก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่แห่งที่ทยอยออกบทวิเคราะห์ในปี 25542555 จึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น และปัจจุบันเริ่มมีโบรกเกอร์ต่างชาติ คือ บล.แม็คไควรี่กรุ๊ป มาพบด้วย
เชื่อว่าผลของงานที่ทำจะสนับสนุนให้หุ้น PYLON เข้าตานักลงทุนต่างชาติและสถาบันมากขึ้นเรื่อยๆ







