
ซีไอเอ็มบี ไทย บุกลาว หวัง 3 ปี คืนทุน
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นฤกษ์ดีที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดสาขาเวียงจันทน์ ใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรก
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นฤกษ์ดีที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดสาขาเวียงจันทน์ ใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรก
สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า สาขาเวียงจันทน์ นอกจากจะเป็นยุทธศาสตร์ของซีไอเอ็มบี กรุ๊ป ที่ต้องการมีเครือข่ายให้ครบทุกประเทศในอาเซียนแล้ว ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของลาวที่เป็นตลาดแห่งการเติบโต
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลาว มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7.6% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และยังมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในใจกลางของประเทศใหญ่ ทั้ง จีน ไทย และเวียดนาม ที่โครงการลงทุนระบบโลจิสติกส์จะเชื่อมโยงถึงกันในกลุ่มลุ่มน้ำโขง จึงเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม
อย่างไรก็ดี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังถือว่าเป็นน้องใหม่ในตลาดลาว ดังนั้น ในช่วงแรกจึงมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ของผู้บริโภคลาวก่อน ควบคู่ไปกับการบุกธุรกิจไทยที่ต้องการเข้าไปขยายการลงทุนในลาว จากนั้นจะเชื่อมไปยังเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ท้องถิ่น ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชน และสุดท้ายจึงจะรุกไปยังรายย่อย
“ตอนนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคอีสานต่างก็ไปหาลูกค้าลาวกันหมด ทั้งรถยนต์ ยาง ในอุดรธานี ก็ส่งไปขายในลาว ขณะเดียวกันลูกค้าธนาคารซึ่งเป็นรายใหญ่ก็มีแผนขยายกิจการในลาวด้วย ซึ่งเราอยู่ระหว่างขั้นตอนอนุมัติสินเชื่อ และเราก็เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงธุรกิจมาเลเซียหลายกลุ่มที่เตรียมมาลงทุนในลาว” สุภัค กล่าว
ทว่า การแข่งขันในธุรกิจสถาบันการเงินในลาวก็ค่อนข้างสูง ไม่นับธนาคารท้องถิ่น ก็ยังมีธนาคารต่างชาติ รวมถึงธนาคารไทยหลายแห่งที่มาวางเครือข่ายที่ลาวถึง 35 แห่ง และเฉพาะธนาคารไทยแล้ว ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย สาขาเวียงจันทน์ ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ลำดับที่ 7 ที่เข้าไปจดทะเบียนในลาว
“คู่แข่งของเรามี 2 แบบ คือ ธนาคารไทย ซึ่งต่างก็มีลูกค้าของตัวเองที่เป็นเป้าหมายแรกในการสนับสนุน และธนาคารท้องถิ่น ซึ่งเชี่ยวชาญตลาดในด้านเงินฝาก สินเชื่อ และรู้จักลักษณะลูกค้ามากกว่า” สุภัค กล่าว
ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีธธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารแห่งสปป.ลาว และธนาคารร่วมพัฒนา ที่แลกเปลี่ยนความรู้ และรูปแบบการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งการแข่งขัน ที่ทำให้ธนาคารนำมาใช้ปรับกลยุทธ์ในการบุกตลาดลาว
นอกจากนี้ ยังมีธนาคารท้องถิ่นในลาวหลายแห่งที่ตกลงร่วมมือกับธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย สาขาเวียงจันทน์ ในการให้บริการทางการเงินกับธุรกิจรายใหญ่ ในการปล่อยกู้ร่วม (ซินดิเคท โลน) รวมทั้งการประสานเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (จอยท์เวนเจอร์) ที่จะดูแลลูกค้าท้องถิ่นด้วย
“สาขาเวียงจันทน์ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 300 ล้านบาทในปีแรก โดย 90% เป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และเอสเอ็มอี พร้อมกับคาดหมายอัตราเติบโต 80-100% ในช่วง 3 ปีแรก เรายังเห็นโอกาสที่ลาวกำลังลงทุนสาธารณูปโภค โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เราจะเข้าไปมีส่วนร่วมแน่นอน” ณรงค์ชัย กล่าว
ด้านธุรกิจรายย่อย ถือเป็นสิ่งท้าทายของความเป็นธนาคารน้องใหม่ในลาว ซึ่ง อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า เมื่อเทียบกับธนาคารท้องถิ่นซึ่งรู้พฤติกรรมและรูปแบบการจับจ่ายของผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการศึกษาตลาดให้ถ่องแท้เสียก่อน
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ต้นปีหน้าจะมีความชัดเจนในแผนธุรกิจรายย่อย โดยแผนระยะแรกจะรุกลูกค้าจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคาร (เพย์โรล) และเน้นตลาดบุคคลธนกิจที่มีเงินฝาก 1 ล้านบาทขึ้นไป ที่ธนาคารจะเสนอรูปแบบการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงที่มีในตลาดไทย เป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าลาวที่มั่งคั่งที่ยังชินกับการฝากเงิน
“ในระบบการเงินลาวยังไม่มีทางเลือกด้านการลงทุน อาจเป็นเพราะดอกเบี้ยเงินฝากลาวค่อนข้างสูง ฝากเงินกีบ ดอกเบี้ยสูงถึง 10% เงินฝากสกุลเหรียญสหรัฐดอกเบี้ย 5% และฝากเงินไทยดอกเบี้ย 7% ซึ่งแน่นอนดอกเบี้ยเงินกู้ก็แพงกว่า นี่คือตลาดใหม่ที่เราต้องศึกษาลู่ทางให้ดี” อดิศร กลาว
ส่วนธุรกิจรายย่อยอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจะไปได้ดี คือ ลีสซิ่ง ซึ่งได้เห็นโอกาสจากการที่ลาวกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการรถยนต์และรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งระหว่างนี้ธนาคารจะเร่งศึกษากฎหมายของธนาคารแห่ง สปป.ลาว ที่เกี่ยวกับหนี้เสียและการบริหารความเสี่ยงให้รอบคอบ ก่อนนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ใช้งบประมาณ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 400 ล้านบาท ในการเปิดสาขาเวียงจันทน์ โดยตามกฎของแบงก์ชาติลาวสามารถปล่อยกู้ได้ 12 เท่าของทุนจดทะเบียน หากเป็นไปตามเป้าปล่อยกู้ปีละ 300 ล้านบาท ทุนที่มีจะเพียงพอไปอีก 35 ปี แต่หากทีมงานทำตัวเลขได้ก้าวกระโดด ก็อาจจะเห็นการเพิ่มทุนเพื่อรองรับธุรกิจที่ขยายตัว
ส่วนเรื่องความคุ้มทุนนั้น ธนาคารประมาณการไว้คร่าวๆ ว่า ตั้งแต่ปีที่ 3 เข้าปีที่ 4 น่าจะได้เห็นการคืนทุน นับว่าเป็นช่วงเวลาไม่นานนักที่จะติดตามผลงานการสยายปีกจากมาเลเซียมาไทย และไทยไปลาวของแบงก์แห่งอาเซียนแห่งนี้







