
เคาะ4แผนช่วยเอสเอ็มอี
‘ประยุทธ์’ไฟเขียวงบ726.7ล้านบาท ดันเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ45%
‘ประยุทธ์’ไฟเขียวงบ726.7ล้านบาท ดันเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ45%
“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะบอร์ด สสว. เคาะยุทธศาสตร์ปี 58 เร่งด่วน 4 ยุทธศาสตร์ 13 โครงการ บูรณาการภาครัฐยกระดับเอสเอ็มอี ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เอสเอ็มอีต่อจีดีพีเป็น 38% และให้มีเอสเอ็มอีจดทะเบียนเพิ่มอีก 5 หมื่นราย และดันเอสเอ็มอีเข้าจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 45%
“ประยุทธ์” เคาะ 4 ยุทธศาสตร์ช่วยเอสเอ็มอี วงเงินกว่า 700 ล้าน พร้อมดันเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้าง 45%
น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ครั้งที่ 2/2557 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานส่งเสริมเอสเอ็มอีระยะเร่งด่วนปี 2558 ตามที่ สสว.นำเสนอ
ทั้งนี้ แผนดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ยุทธศาสตร์ รวม 13 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 726.7 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นงานที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ สร้างเอกภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน และสร้างกลไกหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเริ่มธุรกิจและเติบโตตามวงจรธุรกิจ
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์แรกคือ บูรณาการการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ โดยจะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมากขึ้นให้เป็นสัดส่วน 45% โดยหน่วยงานภาครัฐมีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในแต่ละปีจำนวนมาก ส่วนนี้ควรจะให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างมากขึ้นจากปัจจุบันไม่ถึง 40% จะให้เพิ่มเป็น 2.ส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีโดยมุ่งเน้นการพัฒนาตามวงจรธุรกิจ 3.สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการของเอสเอ็มอี และ 4.เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
“จากแผนดังกล่าวคสช. ผลักดันให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ โดยการสร้างให้เกิดการบูรณาการงานส่งเสริม และพัฒนาผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าจีดีพีเอสเอ็มอีเป็น 38% หรือ 4.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของจีดีพีประเทศ และมีการจดทะเบียน นิติบุคคลของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 5 หมื่นราย ในปี 2558” น.ส.วิมลกานต์ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการกำหนดกลุ่มเอสเอ็มอีที่จะได้รับการส่งเสริมในช่วงปลายแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีฉบับที่ 3 (2555-2559) หรือในช่วงปี 2558-2559 ซึ่งพิจารณาจากสาขาธุรกิจที่สร้างประโยชน์และรายได้ให้ประเทศเป็นมาก มีการใช้วัตถุดิบในประเทศ มีศักยภาพในการแข่งขัน ตอบสนองนโยบายสำคัญของภาครัฐ รวมทั้งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตสูงมีจำนวน 12 กลุ่ม อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มธุรกิจการบริการด้านการศึกษา กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน เป็นต้น กลุ่มธุรกิจภาคเกษตรกรรม กลุ่มธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบริการด้านสุขภาพ กลุ่มธุรกิจสมุนไพรและเครื่องสำอาง กลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ
กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย พิจารณาจากมูลค่าการส่งออกนำเข้ามี 7 กลุ่ม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง







