
ว่างงานในสหรัฐ : วัฏจักรหรือโครงสร้าง
ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนคือ การกล่าวสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่การสัมมนาประจำปีที่เมือง Jackson Hole เพราะหลายคนเริ่มมีความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจของสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น แต่สุนทรพจน์ก็เป็นตามความคาดหมายว่าเฟดยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มคลายความกังวลลงไป
ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนคือ การกล่าวสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่การสัมมนาประจำปีที่เมือง Jackson Hole เพราะหลายคนเริ่มมีความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจของสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น แต่สุนทรพจน์ก็เป็นตามความคาดหมายว่าเฟดยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มคลายความกังวลลงไป
แต่หัวข้อของการสัมมนาครั้งนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “Reevaluating labor market dynamics” เยลเลนตั้งคำถามไว้น่าสนใจว่า ความอ่อนแอของตลาดแรงงานในปัจจุบันเป็นผลจากปัจจัยทางวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Factor) หรือปัจจัยเชิงโครงสร้าง (Structural Factor) คำตอบที่ได้จะมีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่ต่างกัน หากเป็นผลของวัฏจักรแล้วนโยบายการเงินก็ยังควรที่จะผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากเป็นผลเชิงโครงสร้างแล้วนโยบายการเงินอาจช่วยอะไรไม่ได้นัก
ประเด็นแรกที่กล่าวถึงคือ อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate, LFPR) ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากตั้งแต่เกิดวิกฤตว่าเป็นผลจากปัจจัยใด? ซึ่งการลดลงของ LFPR ก็มีผลทำให้อัตราการว่างงานปัจจุบันที่เหลือเพียง 6.2% ไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่แท้จริง
สำหรับกรณีสหรัฐ LFPR น่าจะมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้วตามปัจจัยเชิงโครงสร้าง จากเรื่องประชากรสูงวัยที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้มีประชากรวัยทำงานที่เป็นกำลังแรงงานอยู่จริงๆ น้อยลง เห็นได้จาก LFPR ที่ลดลงจากประมาณ 67.3% ในต้นปี 2000 เหลือ 66.2% ในต้นปี 2008 แต่ครั้นเกิดวิกฤตปี 2008 ขึ้น ทำให้เกิด Discouraged Worker มากขึ้น เข้ามาเร่งการลดลงของ LFPR จนปัจจุบันเหลือเพียง 62.9% แต่กระนั้นก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าสัดส่วนที่ลดลงมาตั้งแต่เกิดวิกฤตนั้นเป็นผลของปัจจัยทางวัฏจักรเพียงใดและปัจจัยเชิงโครงสร้างเท่าไร
แต่อีกประเด็นที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นคือ จำนวนผู้ทำงาน PartTime ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่เกิดวิกฤต โดยก่อนวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านคน แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตเป็นประมาณ 9 ล้านกว่าคน ก่อนที่จะลดลงอย่างช้าๆ จนเหลือประมาณ 7.5 ล้านคน ในปัจจุบัน ซึ่งก็ยังเป็นระดับที่สูงอยู่ แม้ว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง อย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของธุรกิจการบริการ ซึ่งมีการจ้างงานแบบ Parttime มาก จะมีส่วนในการอธิบายการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ทำงาน Parttime แต่จังหวะในการปรับตัวขึ้นของจำนวนดังกล่าวซึ่งสอดรับกับช่วงที่เกิดวิกฤต Subprime พอดี จึงอาจจะระบุได้ชัดเจนว่าเป็นปัจจัยทางวัฏจักรมากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง
แน่นอนว่า การดำเนินนโยบายการเงินต้องติดตามถึงภาวะเงินเฟ้อด้วย หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นนโยบายการเงินก็ควรจะเข้มงวดขึ้น แต่ถามว่ากังวลไหมต่อเงินเฟ้อว่าจะเร่งตัวขึ้น? เยลเลนใช้คำหนึ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “Pentup wage deflation” อันหมายถึงแรงกดดัน “เงินฝืด” ที่ยังค้างอยู่ โดยอธิบายว่าในช่วงเศรษฐกิจขาลงที่ผ่านมา นายจ้างได้พยายามลดค่าจ้างแรงงานลง แต่ยังอาจจะลดลงได้ไม่มากเท่าที่ต้องการ เพราะติดข้อจำกัดบางประการ ครั้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว นายจ้างส่วนนี้อาจยังต้องการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้ออาจจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนักแม้ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ดังนั้น ด้วยภาพตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอด้วยปัจจัยทางวัฏจักรและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่สูงนี้ ทำให้เราน่าจะพอวางใจได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐคงไม่มีการปรับขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะเฟดคงต้องรอดูข้อมูลอีกระยะหนึ่งให้มั่นใจก่อนว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานดีขึ้นจริง โดยเรายังคงคาดว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปีหน้าเหมือนเช่นเดิม แต่ประเด็นที่อาจทำให้เราเป็นกังวลอยู่คือ เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นแล้วจะขึ้นเร็วและนานแค่ไหน อีกทั้งเฟดจะทำอย่างไรกับสินทรัพย์ที่ซื้อเข้ามาก่อนหน้านี้ และพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่เฟดใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างมากมาเป็นระยะเวลานานว่าสร้างปัญหาใดๆ ตามมาหรือไม่ เหล่านี้คงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปครับ







