
หนุนเอกชนจดสิทธิบัตร
ทรัพย์สินทางปัญญา ชี้เอกชนไทยแห่จดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น 10% แต่อันดับคงที่ในโลก กระทุ้งเอกชนตื่นตัวจดสิทธิบัตร หวั่นถูกเวียดนามแซงหน้า
ทรัพย์สินทางปัญญา ชี้เอกชนไทยแห่จดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น 10% แต่อันดับคงที่ในโลก กระทุ้งเอกชนตื่นตัวจดสิทธิบัตร หวั่นถูกเวียดนามแซงหน้า
นายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปีนี้เอกชนไทยได้เข้ามาจดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น 10% แต่มีสัดส่วนที่จดสำเร็จ 1315% ของคำขอยื่นจดสิทธิบัตรทั้งหมด เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนการจดสิทธิบัตรสำเร็จ 18% ขณะที่เวียดนามเป็นอันดับ 3 มีสัดส่วน 10%
จากปีก่อน เพราะสถานการณ์ในประเทศปรับตัวขึ้นทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉลี่ยแต่ละปีเอกชนไทยจะเข้ามาจดสิทธิบัตร 1,000 รายการ และเข้ามาจดอนุสิทธิบัตร 1,500 รายการ จากปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรแล้วประมาณ 1 หมื่นรายการ แบ่งเป็นคนไทยจดสิทธิบัตร 30% ต่างชาติ 70% โดยต่างชาติที่เข้ามาจดสิทธิบัตรในไทยสูงสุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมา ได้แก่ สหรัฐ และยุโรป ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็สนใจเข้ามาจดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น
นายชุมพล ศิริวรรณบุศย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า อยากแนะนำให้ภาคเอกชนเข้ามาจดสิทธิบัตร ก่อนออกไปทำตลาดและไปร่วมงานแสดงสินค้า (แฟร์) ในต่างประเทศ เพราะอาจเกิดปัญหาสินค้าถูกลอกเลียนแบบได้ โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยหลายราย เกิดปัญหาถูกลอกเลียนแบบสินค้าจาก เอกชนในต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน หรือ เวียดนาม เป็นต้น
สำหรับการผลักดันให้ภาคเอกชนสนใจจดสิทธิบัตรมากขึ้นนั้น ภาครัฐต้องมีนโยบายส่งเสริมงบลงทุนวิจัยให้สูงขึ้น ส่วนภาคเอกชนต้องสนใจลงทุนใช้การวิจัยและการพัฒนามากขึ้น เพื่อให้แข่งขันในตลาดที่รุนแรงได้ หากไม่เร่งพัฒนาธุรกิจ ในอนาคตธุรกิจจะอยู่รอดลำบาก ยกตัวอย่าง โกดัก บริษัทใหญ่ระดับโลก ที่คิดค้นกล้องดิจิตอลรายแรกในโลก แต่การพัฒนาวิจัยช้ากว่าประเทศญี่ปุ่น ทำให้บริษัทเกิดปัญหาล้มละลาย ซึ่งในอนาคตอยากผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของไทยเพิ่มเป็น 18%
ทั้งนี้ กรมได้ร่วมกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสร้างสรรค์ และกลุ่มเอสเอ็มอีนำเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรมาใช้พัฒนาธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดอาเซียน







