
ต่อสายขุนทหารชิงเค้ก ทอท.แสนล.
การยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (เอ็มดี) บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ของ เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย
การยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (เอ็มดี) บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ของ เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย
เพราะเมื่อถึงยุคที่การเมืองผลัดใบ เมฆินทร์อดีตมือบริหารลูกหม้อบริษัท ไทยคม ในเครือชินคอร์ป จึงต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหลังทำงานได้เพียง 6 เดือน
“การลาออกของเมฆินทร์จะมีผลวันที่ 16 ก.ย.นี้ ส่วนการสรรหาเอ็มดีคนใหม่จะเร่งให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ซึ่งในช่วงนี้ได้แต่งตั้ง นิรันดร์ ธีรนาทสิน เป็นรักษาการเอ็มดีไปก่อน” ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานบอร์ด ทอท.ระบุ
ทว่าภารกิจหลักที่รอเอ็มดี ทอท.คนใหม่อยู่ ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
นั่นเพราะในช่วง 1-2 ปีจากนี้จะเป็นช่วงที่ ทอท.มีการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 10 โครงการ มูลค่า 1 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้สนามบินของ ทอท.ที่ปัจจุบันมี 88 ล้านคน/ปี และมีอัตราการเติบโต 12.5% ต่อปี ไปอีกอย่างน้อย 5 ปี โดยเฉพาะผู้ใช้โลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่เติบโต 3050% ต่อปี
ในขณะที่ฐานะทางการเงินของ ทอท.เองก็พร้อมแบกรับภารกิจการลงทุนครั้งนี้ เพราะเมื่อพลิกไปดูบัญชีงบดุลที่ ทอท.แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า ทอท.มีเงินสดหมุนเวียนสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท และด้วยอัตราหนี้สินต่อทุนที่ต่ำเพียง 0.6 เท่า ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นๆ ทั่วโลกที่หนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.25-1.5 เท่า
ส่งผลให้ ทอท.มีศักยภาพในการกู้เงินลงทุนได้ไม่น้อยกว่า 1.52 แสนล้านบาทเลยทีเดียว และมีเงินเพียงพอรองรับโครงการลงทุนที่บอร์ด ทอท.อนุมัติได้โดยไม่มีปัญหาสภาพคล่อง
เมื่อพิจารณาโครงการที่ต่อแถวเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ ทอท. พบว่ามีโครงการที่สำคัญ 11 โครงการและโครงการเหล่านี้ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด ทอท.และฝ่ายนโยบายของ คสช. คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ที่ถูกวางตัวให้ดูแลการลงทุนของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย
1.โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศแห่งใหม่ที่บริเวณทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน A ของสนามบินสุวรรณภูมิ วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สนามบินรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 6065 ล้านคน/ปี ภายในปี 2562
2.โครงการลงทุนสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 6.25 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) แต่ในที่สุดจะต้องมีการปัดฝุ่นเปิดประมูลนี้ในอีกไม่นานนี้
3.ลงทุนขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 2 และเฟสที่ 3 วงเงิน 9,900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพสนามบินให้รองรับผู้โดยสารจาก 18.5 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน ในปี 2559 ซึ่งโครงการทั้งสองเฟสอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่ในปี 2560 ทอท.มีแผนลงทุน 1,500 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี
4.ขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 3 ซึ่งบอร์ด ทอท.อนุมัติหลักการและงบลงทุนแล้ว 3,700 ล้านบาท หากการลงทุนสนามบินภูเก็ตเฟส 2 และ 3 แล้วเสร็จจะรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคน/ปี เป็น 18 ล้าน/ปี
5.พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์เบื้องต้น 100 ล้านบาท แต่หากจะพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติต้องลงทุน 2,000-4,000 ล้านบาท
6.โครงการพัฒนาเมืองสนามบิน หรือแอร์พอร์ตซิตี้ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ให้กับ ทอท.ในธุรกิจที่ไม่ใช่การจัดการการบิน (NonAero) ซึ่ง พล.อ.อ.ประจิน เห็นชอบในหลักการแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ แอร์พอร์ตซิตี้ดอนเมือง 9,000 ล้านบาท สร้างอาคารสำนักงานสายการบินที่ดอนเมือง 5,000 ล้านบาท และแอร์พอร์ตซิตี้ภูเก็ต 4,080 ล้านบาท
7.ระบบเช็กอินรวม (CUTE) ซึ่งปัจจุบันกลุ่มสามารถได้สัญญา 5 ปี และสัญญาจะสิ้นสุดลงวันที่ 30 ก.ย. 2557 โดยสัญญาว่าจ้างอยู่ที่ 2,181 ล้านบาท สัญญาว่าจ้าง 5 ปี ซึ่งแม้ว่าสัญญาจะหมดลงในอีกไม่ถึงเดือน แต่ ทอท.ยังไม่เปิดประมูลใหม่
8.ระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) 8,313 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ที่ คตร.สั่งยกเลิกทีโออาร์ และน่าจะมีการเปิดประมูลโครงการใหม่ในเร็วๆ นี้ โดยกลุ่มสามารถมาแรงที่สุด
9.โครงการบริหารลานจอดรถยนต์สนามบินสุวรรณภูมิ 500 ล้านบาท ในช่วง 5 ปี ซึ่งฝ่ายบริหาร ทอท.สั่งให้มีการเปิดประมูลมานานแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดประมูล
10.ว่าจ้างปรับปรุงระบบตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง (PBRS) 260 ล้านบาท
การจัดสรรผลประโยชน์ก้อนโต 1.3 แสนล้านบาท ในยุคที่ขุนทหารเรืองอำนาจ ใครที่ต่อสายได้แน่นสนิทกว่าก็มีสิทธิคว้างานไปได้ไม่ยาก







