posttoday
ความถี่ซื้อสินค้าครึ่งปีหลังเพิ่ม5%

ความถี่ซื้อสินค้าครึ่งปีหลังเพิ่ม5%

27 สิงหาคม 2557

หลังเชื่อมั่นดีขึ้นชี้พิษการเมืองหนนี้ฟื้นเร็วกว่าม็อบอื่น

หลังเชื่อมั่นดีขึ้นชี้พิษการเมืองหนนี้ฟื้นเร็วกว่าม็อบอื่น

สินค้าอุปโภคบริโภคครึ่งปีหลังฟื้น ผลสำรวจคนไทยซื้อสินค้าถี่ขึ้นจากโต 3% เป็น 5% หลังเชื่อมั่นขึ้น

นายฮาร์เวิร์ด ชาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล เผยผลวิจัยผู้บริโภคกว่า 4,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ว่า ปีนี้ผู้บริโภคทั้งในตัวเมืองและชนบทยังระวังการใช้จ่าย เนื่องจากยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในเดือน ก.ค. ทำให้มั่นใจได้ว่าอัตราความถี่ในการจับจ่ายใช้สอยจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ทันทีที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในรอบ 52 สัปดาห์ ความถี่การออกไปจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 4,900 ล้านครั้ง พบว่าคนไทยซื้อสินค้าโดยเฉลี่ย 4.1 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น หรืออัตราเติบโตแค่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาโตราว 7% อย่างไรก็ตาม หากครึ่งปีหลังแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดี มีโอกาสที่ความถี่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจะกลับมาโตได้ถึง 5%

สำหรับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้พฤติกรรมกลุ่มคนเมืองซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,657 ครั้ง โตขึ้น 9% หรือเฉลี่ย 3.3 ครั้ง/สัปดาห์ อัตราการซื้อ 132 บาท/ครั้ง ส่วนต่างจังหวัดความถี่การซื้อถึง 3,206 ครั้ง อยู่ในภาวะทรงตัว หรือ 4.8 ครั้ง/สัปดาห์ และมีอัตราการซื้อ 66 บาท/ครั้ง ขณะที่โดยเฉลี่ยทั้งประเทศการซื้อสินค้า 88 บาท/ครั้ง สะท้อนว่าพฤติกรรมคนต่างจังหวัดปรับเปลี่ยนด้วยกำลังซื้อน้อย จึงซื้อสินค้าเฉพาะเท่าที่จำเป็นและขนาดเล็ก

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคยังชะลอการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มองว่าเป็นสิ่งไม่จำเป็น ครีมนวดผมชะลอการซื้อเกือบ 7 แสนครัวเรือน โฟมล้างหน้าเกือบ 2 แสนครัวเรือน กระดาษชำระ 3 แสนครัวเรือน รวมไปถึงน้ำยาบ้วนปาก ผ้าอ้อม สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาทิ ผงซักฟอก โลชั่น และครีมอาบน้ำ แต่มีแนวโน้มว่าผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยในสินค้าที่ชะลอการซื้อในอนาคตนี้

“สินค้าอุปโภคบริโภคคิดเป็นรายจ่ายของผู้บริโภคเพียงแค่ 10% เท่านั้น จึงเชื่อว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมาก กว่า พบว่าไตรมาสแรกฟาสต์ฟู้ดติดลบ 1.8% ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นโต 7.9% และไตรมาส 2 โต 8.9% ส่วนเทสโก้ โลตัส มียอดขายโต 6.3% และไตรมาส 2 โต 6.5% และบิ๊กซีมียอดขายตกลง 2.1% ส่วนไตรมาส 2 โตเพียง 1.2% และซีพีเอ็นโต 0.9% ไตรมาส 2 โต 0.7% ซึ่งผลกระทบทางการเมืองครั้งนี้ ไม่ถือว่าทำให้เศรษฐกิจไทยลดต่ำสุด เมื่อเทียบกับการปิดสนามบินเมื่อปี 2548 ที่ใช้เวลาถึง 2 ปีถึงฟื้นกลับมา” นายชาง กล่าวอย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาวะที่เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง กระทั่งส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจปีนี้ไม่ได้เรียกว่าถึงจุดต่ำสุดของไทย เมื่อเทียบกับปี 2548 ผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองปิดสนามบิน ซึ่งไทยใช้เวลาร่วม 2 ปีถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมา สำหรับครึ่งปีหลัง หลังจากที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมา จึงเชื่อว่าในครึ่งปีหลังนี้การจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคจะกลับมาเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก

ขณะที่ด้านช่องทางจำหน่ายสินค้า คนเมืองนิยมจับจ่ายผ่านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี และกลายเป็นช่องทางที่มีสัดส่วน 70% แต่เมื่อเทียบความถี่ในการใช้จ่ายผ่านค้าปลีกขนาดใหญ่จะต่ำกว่าเซเว่น อีเลฟเว่น แต่การใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่า 5เท่า หรือ 302บาทต่อครั้ง ดังนั้นค้าปลีกต้องปรับกลยุทธ์ขยายค้าปลีกขนาดเล็ก และขยายช่องทางออนไลน์ ตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค จากปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นผู้พื้นที่ค้าปลีก มีส่วนแบ่ง 9% เทสโก้ 7%

นายชาง กล่าวว่า ในส่วนผู้บริโภคต่างจังหวัด ยังนิยมซื้อสินค้าทางช่องทางร้านค้าปลีกรายย่อย ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดนับจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการไม่ควรชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพียงแต่ต้องวางแผนให้มากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพียงแต่ไม่มั่นเศรษฐกิจจึงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยขณะที่แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ และการตรึงราคาสินค้าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้เร็ว และมองว่าไต้หวันแจกคูปอง 3,600 บาทให้ประชาชน ทำให้เงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ