
สึนามิทุนจีนทะลักอาเซียนเจ้าถิ่นต้องปรับตัว
จีน ถือเป็นมหาอำนาจของเอเชียและมหาอำนาจของโลก ซึ่งกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
จีน ถือเป็นมหาอำนาจของเอเชียและมหาอำนาจของโลก ซึ่งกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน คลื่นการลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าของจีนกำลังไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงภายในบางประการ
อู๋จื้ออู่ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวในงานสัมมนา “China: Connectivity with the ASEAN Economic Community” ว่า จีนกำลังอยู่ระหว่างการ “ปฏิรูป” เชิงกว้าง จากเดิมที่เน้นส่งออกเพื่อกระตุ้นจีดีพี หันมาพึ่งภาคบริการและการบริโภคมากขึ้น นอกจากนี้จีนยังเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการในจีนออกไปลงทุนต่างประเทศ และสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวต่างประเทศด้วย
“การเปิดประชาคมอาเซียนเป็นโอกาสสำหรับจีน เพราะเป็นตลาดขนาดมหึมา ทำให้จีนมีชีวิตชีวา มีตลาดลงทุนและอนาคตที่สดใส”
ปัจจุบันอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน เป็นเป้าหมายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งจีนและอาเซียนจึงควรสร้าง “คอนเนกทิวิตี้” กันในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเชื่อมโยงทางถนน แม่น้ำ แบบที่ผ่านมา แต่ต้องเชื่อมโยงภาคการเงินการธนาคาร ภาคบริการ และการศึกษาด้วย
ขณะที่ ชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ บอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่อาเซียนสนใจเข้าไปลงทุน เพราะมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยน กลายเป็นจีนที่สนใจมาลงทุนในอาเซียน การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากจีนมาอาเซียนเติบโตขึ้นถึง 40 เท่าจากปี 2546 โดยในปี 2554 จีนมาลงทุนในอาเซียนมากถึงกว่า 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ จีนมาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย ขณะที่ด้านการค้า ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ เชื่อว่าจากนี้จีนจะยิ่งขยายการลงทุนและความช่วยเหลือมายังอาเซียนมากขึ้น
“ในช่วง 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2553-2563 ทั่วทั้งเอเชียจะมีความต้องการงบประมาณเพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยปีละกว่า 7.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จีนจะกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว”
สำหรับจีน ถือเป็นกุญแจขับเคลื่อนสินค้าและอุตสาหกรรมทุกประเภท เมื่อคนจีนต้องการซื้อสิ่งใดราคาสิ่งนั้นก็จะปรับขึ้น และเมื่อไม่ต้องการสิ่งใดราคาสิ่งนั้นก็จะลดลง ในด้านการท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยก็มีมากกว่า 4 ล้านคนในปี 2556 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายอันดับ 2 ของจีน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ไทยและอาเซียนจึงต้องปรับตัวให้กลมกลืนและจัดการกับยุคการหลั่งไหลของทุนจีนและนักท่องเที่ยวจีน เช่น ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระบบภาษี สนับสนุนการใช้เงินหยวนให้มากขึ้น ที่สำคัญหากมีทักษะภาษาจีนควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้ทุกอย่างยิ่งราบรื่น
สอดคล้องกับความเห็นของ หวางเฮอหลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซดทีอี (ไทยแลนด์) ที่บอกว่า บริษัทจีนจำนวนมากยังติดปัญหาด้านทักษะภาษา เนื่องจากไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้การออกมาลงทุนในอาเซียนค่อนข้างลำบาก
อย่างไรก็ดี ในส่วนของแซดทีอีเข้ามาลงทุนในอาเซียนเพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตด้านโทรคมนาคมชัดเจนในหลายด้าน เช่น นวัตกรรมบนโทรศัพท์มือถือ ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งและการจัดการอัจฉริยะ อัตราการลงทุน LTE/4G ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 44.8%
ด้าน ตันศรี ไมเคิล โย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถาบันกลยุทธ์และความเป็นผู้นำอาเซียน ประเทศมาเลเซีย บอกว่า อาเซียนมีความต้องการ 4I ประกอบด้วย 1.Investment หรือการลงทุน เพื่อรักษาระดับการเติบโตของภูมิภาค 2.Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้ความเชื่อมโยงกันด้านต่างๆ ระหว่างในและนอกภูมิภาคสะดวกขึ้น 3.Innovation หรือนวัตกรรมต่างๆ และ 4.Inclusive Growth หรือการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในภูมิภาค
ทั้งนี้ จีนจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเข้ามาขับเคลื่อนความต้องการดังกล่าวของอาเซียน โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาเซียนยังสามารถร่วมมือเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) กับจีน ซึ่งจะยิ่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย







