
แฟรนไชส์ตีปีกได้ฤกษ์ฟื้น
แนวโน้มการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลังผ่านสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองไปแล้วจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
แนวโน้มการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลังผ่านสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองไปแล้วจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โดย...จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
นางสมจิตร ลิขิตสถาพร นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์หลังผ่านสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองไปแล้วจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยิ่งเติบโตมาก จะยิ่งทำให้การขยายสาขาของธุรกิจแฟรนไชส์โตขึ้นอย่างรวดเร็วตาม เพราะการเกิดขึ้นของที่อยู่อาศัย หมายถึงการเกิดขึ้นของชุมชนใหม่ ที่จะมีร้านค้าต่างๆ เข้าไปอยู่
ดังนั้น ปัจจัยอีกส่วนหนึ่งที่เอื้อต่อการเติบโตของแฟรนไชส์ในครึ่งปีหลังก็คือได้รับอานิสงส์จากนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้ผู้ที่ว่างงานได้มีอาชีพ หรือธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเจรจาผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ช่วยเหลือในการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ทั้งนี้ รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมให้หันมาประกอบธุรกิจด้านแฟรนไชส์ โดยการอุดหนุนและประสานงานจากหน่วยงานรัฐเป็นเจ้าภาพ คาด ว่าจะทำให้จำนวนสาขาของแฟรน ไชส์ในแต่ละประเภทธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ก็ช่วยส่งเสริมในเรื่องการส่งออกแฟรนไชส์ไทย แม้จะยังมีไม่มากแต่ก็ช่วยกระตุ้นให้เจ้าของกิจการตื่นตัวในการสร้างมาตรฐานธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับ และจะมีผลสะท้อนมาถึงธุรกิจในประเทศปรับตัวตามไปด้วยหากต้องการจะอยู่ในวงการนี้ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้การผลักดันตลาดส่งออกชะงักงันไปพอสมควร แต่ในภาพรวมของธุรกิจก็ยังถือว่าเดินหน้าต่อได้ เพราะเมื่อสถานการณ์สงบความเชื่อมั่นในทางธุรกิจก็จะกลับคืนมาได้ไม่ยาก
“การเติบโตของแฟรนไชส์ปีนี้สัดส่วนระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี คาดว่าจะมีเท่ากัน จากเดิมที่สัดส่วนการเติบโตของรายใหญ่จะมีมากกว่า และด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมองว่าอัตราการปิดกิจการของสาขาแฟรนไชส์จะลดลง หรือปิดกิจการไม่เกิน 10% จากจำนวนสาขาแฟรนไชส์ทั้งระบบ ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี ทำให้ผู้ที่คิดจะลงทุนผ่านระบบนี้มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น” นางสมจิตร กล่าว
นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ภายใน 2 ปีนี้จะพยายามพัฒนาแฟรนไชส์ของไทยในระบบที่มีอยู่ราว 200300 บริษัทให้เป็นบริษัทที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดไม่น้อยกว่า 15% จากปัจจุบันมีต่ำกว่า 10% ของจำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งระบบ
“เรื่องมาตรฐานแฟรนไชส์ถ้าทำให้ชัดเจนได้จะเป็นประโยชน์ระยะยาว เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และเป็นตัวช่วยให้กับคนที่อยากซื้อแฟรนไชส์ไม่ถูกหลอกเสียเงินเปล่า” นางสมจิตร กล่าว







