
ผาแดงเพิ่ม3ธุรกิจใหม่หลังเหมืองปิด
ผาแดงทุ่ม 1,500 ล้าน ลงทุนพลังงานทดแทนกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมขายสังกะสี
ผาแดงทุ่ม 1,500 ล้าน ลงทุนพลังงานทดแทนกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมขายสังกะสี
นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เปิดเผยว่า บริษัทจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่มีการจัดตั้งบริษัทย่อย 3 แห่ง เพื่อทำธุรกิจใหม่คือ 1.พลังงานทดแทน 2.กำจัดกากของเสียจากอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ 3.ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โลหะเน้นสังกะสีมูลค่าเพิ่ม โดยตั้งงบลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ตามแผนการลงทุนระยะ 3 ปี (2558-2560)
ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับเหมืองแร่สังกะสีแม่สอดที่สัมปทานจะหมดอายุลงในปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 ซึ่งปัจจุบันบริษัทใช้แหล่งแร่ที่นี่ในการผลิตประมาณ 50% ของทั้งหมด อีกทั้งเป็นการกระจายแหล่งรายได้หลักจากการจำหน่ายสังกะสี
กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนนั้น บริษัทจะลงทุนก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตและมีสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) แล้วเท่านั้น โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระยะแรกขนาด 24 เมกะวัตต์ และขยายเป็น 90 เมกะวัตต์ ในอนาคต โดยเช่าพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีสัญญาอายุ 25 ปี รวมถึงมีแผนจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 18 เมกะวัตต์ ที่ จ.ตาก บนพื้นที่บ่อเก็บกักแร่ขนาดพื้นที่ 120 ไร่ และศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานที่ชีวมวลด้วย
“เราเตรียมพร้อมหมดแล้วทั้งทำเลโรงไฟฟ้าทั้งหมด เทคโนโลยีและเงินลงทุน จึงน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นง่ายที่สุด และหลังเหมืองแม่สอดปิดลงหุ้น PDI น่าจะย้ายออกจากหมวดเหมืองแร่ไปหมวดอื่นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯที่จะดูแหล่งรายได้หลักของบริษัท” นายฟรานซิส กล่าว
ธุรกิจกำจัดกากของเสียโดยปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ซึ่งการศึกษาเชิงเทคนิคคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน ต.ค.พ.ย.นี้ จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
ทางด้านแหล่งเงินลงทุนปัจจุบันมีเงินสดประมาณ 1,000 ล้านบาท และยังมีความสามารถในการกู้เพิ่มด้วยอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ต่ำเพียง 0.60 เท่า
สำหรับผลประกอบการในปี 2557 มีความมั่นใจว่าน่าพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ในรอบ 3 ปี หลังจาก 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิที่ 314 ล้านบาท เนื่องจากราคาและค่าพรีเมียมสังกะสีในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตแร่สังกะสีของโลกลดลง เพราะเหมืองขนาดใหญ่ในออสเตรเลียปิดกิจการ และความต้องการใช้มีอัตราเติบโตที่สูงกว่ากำลังการผลิตของโลก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่ทั้งจีนและสหรัฐ คาดว่าราคาขายเฉลี่ยในปี 2557 ยืนเหนือระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มจากเฉลี่ยประมาณ 1,900 เหรียญ/ตัน ในปี 2556 และยังมีปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงด้วย







