posttoday
“วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ” นักลงทุนก่อนสำเร็จต้องมีบทเรียน

“วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ” นักลงทุนก่อนสำเร็จต้องมีบทเรียน

22 สิงหาคม 2557

“วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีซีเอ็นเทค (CCN) ประกอบธุรกิจจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร นอกจากจะเป็นผู้บริหารที่เตรียมนำบริษัทเข้าระดมทุนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอในเดือน ก.ย.นี้แล้ว แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 17 ปี ซึ่งมีทั้งดีและเสียมาครบสูตร

“วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีซีเอ็นเทค (CCN) ประกอบธุรกิจจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร นอกจากจะเป็นผู้บริหารที่เตรียมนำบริษัทเข้าระดมทุนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอในเดือน ก.ย.นี้แล้ว แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นกว่า 17 ปี ซึ่งมีทั้งดีและเสียมาครบสูตร

จุดเริ่มต้นที่ต้องการลงทุนหุ้นเริ่มตั้งแต่เรียนปริญญาตรีปี 3 ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงเพราะไม่รู้จะอ่านหนังสืออะไรแล้ว จึงไปหยิบหนังสือการลงทุนในตลาดหุ้นมาอ่าน เล่มแรกคือ ดอกเบี้ยรายเดือน ทำให้รู้จักหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แต่ก็เกิดคำถามมากมายว่าทำไมเขาแนะนำให้ลงทุนหุ้นนี้เพราะมีเงินปันผลดี ขณะเดียวกัน ก็เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น ทำไมเขาถึงบอกว่าตลาดหุ้นกำลังกลับมาบูมอีกครั้ง (ปี 2526) และตอนนั้นมีทั้งปูนใหญ่ ปูนกลาง คือ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) และปูนเล็กคือ บริษัท ชลประทานซีเมนต์ ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว

พอเรียนจบก็ไปที่ตึกสินธรเลย เพื่อดูว่าเขาซื้อขายอย่างไรกัน ก็แปลกตาและสนใจจะไปลงทุน พร้อมเดินไปบอกแม่ว่ามีการลงทุนแล้วได้เงินปันผลแบบนี้ ซึ่งครอบครัวไม่ได้มีฐานะมาก เพราะแม่เลี้ยงลูกๆ คนเดียว แต่ได้เงินมา 7 หมื่นบาท ก็ยังไม่สามารถลงทุนได้ เพราะตอนนั้นไปบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) ร่วมเสริมกิจ เพื่อจะเอาเงินไปลงทุน แต่เขาบอกว่าต้องมีเงิน 3 แสนบาท จึงต้องกลับมาด้วยความผิดหวังและคืนเงินแม่ไป

จนเกิดแรงบันดาลใจครั้งใหม่ เพราะได้ไปอ่านหนังสือเจอ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ให้คำแนะนำวิธีการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นก็เลยเปิดได้ เริ่มแรกของการลงทุนดวงดี ไม่ได้ศึกษาเลยว่าหุ้นแต่ละตัวมีปัจจัยพื้นฐานอะไรอย่างไร ลงทุนตัวไหนก็ได้จากส่วนต่างกำไรทั้งหมด เท่าที่จำได้ตัวที่กำไรมากคือ บงล.ทิสโก้ บริษัท อุตสาหกรรมพรหมไทย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (SNP)

จากที่เคยหวาน ชีวิตเริ่มเข้าสู่ความขมก็เมื่อวิกฤตปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทไม่จ่ายเงินเดือน 7 เดือน และได้เริ่มจัดตั้งบริษัท ซีซีเอ็นเทค ซึ่งตอนนั้นเปิดวงเงินโอดีเอาเงินไปซื้อหุ้นด้วย จนต้องขายสินทรัพย์ที่ได้มาออกไป ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้าน และที่ดินที่เชียงราย เพราะมีหนี้มากถึง 1.2 ล้านบาท เนื่องจากดอกเบี้ยที่ขอวงเงินโอดีไว้ปกติจ่าย 10% ดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 20% ซึ่งถือว่าสูงมาก สุดท้ายได้พี่ชายและพี่สะใภ้ช่วยและย้ายไปเสียดอกเบี้ยกับอีกธนาคารที่จ่ายเพียง 8%

จุดเริ่มต้นอีกครั้งเริ่มศึกษาวิธีการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของสมาคมไทยวีไอมากขึ้น และมีคนบอกว่าทำไมไม่เอาสิ่งที่ตัวเองเรียนมาอย่างด้านสถิติหรือบริหารจากปริญญาโทมาเป็นตัวช่วยเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนหรือประเมินมูลค่าหุ้นที่แท้จริง หลังจากนั้นทำให้เขาเลือกที่จะสแกนหุ้นให้ดีขึ้น และหันมาพึ่งพาการลงทุนด้วยตัวเองมากที่สุด โดยหาโบรกเกอร์ที่มีระบบซื้อขายแบบออนไลน์ที่ผู้ลงทุนเป็นคนส่งออร์เดอร์เอง เพราะการที่มีพอร์ตการลงทุนไม่เยอะ เจ้าหน้าที่การตลาดย่อมรับโทรศัพท์จากลูกค้าที่มีพอร์ตขนาดใหญ่ก่อน ทำให้ส่งออร์เดอร์ไม่ทันลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งตอนนั้นมีโปรแกรม POEMS ของ บล.ฟิลลิป เท่านั้น

กลับมาคราวนี้ เขาบอกกับตัวเองว่าจะต้องแบ่งการลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ หุ้นที่ซื้อไว้แล้วเก็บยาวไปเลย โดยเลือกหุ้นในเครือกลุ่มสหพัฒน์เท่านั้น ตั้งแต่ บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ (PR) บริษัท ฟาร์อีสท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง บริษัท ไทยวาโก้ (WACOAL) บริษัท ภัทรประกันภัย ถือได้ 7 ปี ขายหุ้นในเครือสหพัฒน์เกือบทั้งหมดแล้วนำไปเติมพอร์ตใน PR ที่เป็นหุ้นในกลุ่มสหพัฒน์ที่เหลือเพียงตัวเดียว และพอร์ตนี้ได้มีการเพิ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สมุยบุรี (SBPF) ไป

ขณะที่กลุ่มสองจะมีการซื้อขายบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะรอจังหวะซื้อและจังหวะขาย แต่ก็เน้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ มีความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และอัตราการเติบโตต้องมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ซึ่งตอนนั้นยังไม่มี ปตท. เพราะเชื่อว่าอย่างไรเป็นของชาติไม่เจ๊งง่าย ซื้อ SCC กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA และกลุ่มเดินเรือ ซื้อ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) บริษัท อาร์ ซี แอล (RCL) ภายหลังก็มีการเพิ่มไปลงทุนในบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ตั้งแต่ราคาเสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ใหม่ๆ รวมถึงการเข้าไปลงทุนในกลุ่มค้าปลีกอย่างบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ด้วย

อย่างไรก็ดี ก็มีหุ้นบางตัวที่เข้าไปลงทุนแล้วขาดทุนกำไรก็มี เช่น บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) มีบ้างที่รู้สึกเสียดาย แต่การลงทุนไม่มีใครรู้ว่าจะได้กำไรสูงสุดหรือขาดทุนมากสุด หรือบางตัวที่เข้าไปลงทุนแล้วก็เข้าไปทยอยรับเพิ่มเรื่อย อย่าง บริษัท บ้านปู (BANPU) จนมีการแตกพาร์ ตั้งใจจะถือไปเรื่อย เพราะไม่มีต้นทุนแล้ว

เขากล่าวว่า 5 ปีก่อนหน้านี้ สินทรัพย์ที่เขาลงทุนทั้งหมดคือหุ้น 100% แต่ปัจจุบันเริ่มแบ่งสัดส่วนไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้นก็ควรต้องปรับพอร์ตเพื่อให้มีความมั่นคงกับชีวิตมากขึ้น

จากปี 2543 ที่ปรับกลยุทธ์การลงทุนและวิธีการเลือกหุ้นมากขึ้น จากเงินเริ่มต้น 6 แสน และมีการเติมเงินไปประมาณ 2 ล้านบาท วันนี้มูลค่าพอร์ตการลงทุนของเขาเติบโตไปสู่ที่ระดับ 20-30 ล้านบาท โดยถือหุ้นไม่เกิน 10 ตัว และตั้งเป้าว่าการเติบโตของพอร์ตต่อปีควรจะทำให้ได้ 10-15% และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน 3040% โดยทั้งสองตัวเลขนี้อาจจะไม่ตามเป้าก็ได้ เพราะตอนนี้มาจากฐานพอร์ตลงทุนที่ใหญ่แล้ว

การที่ “วิรัตน์” ประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้นี้ต้องแลกจากประสบการณ์และการเรียนรู้ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ว่าเรามีแนวคิดการลงทุนแบบไหน รู้จักธุรกิจที่จะลงทุนดีขนาดไหน มีโอกาสก็ควรเข้าไปประชุมผู้ถือหุ้น ไปพบหรือฟังข้อมูลจากผู้บริหารเอง แต่ถ้าไม่สามารถตอบได้ แนะนำว่าควรไปลงทุนในกองทุนรวมดีกว่า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน