
"ใบหยก" รุกธุรกิจร้านอาหารดึงแบรนด์ดังญี่ปุ่นลุยไทย
สถานการณ์บ้านเมืองที่แสนอลหม่านครึ่งปีแรกที่ผ่านมา รวมทั้งการแข่งขันตัดราคาที่รุนแรงในหลายพื้นที่
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
สถานการณ์บ้านเมืองที่แสนอลหม่านครึ่งปีแรกที่ผ่านมา รวมทั้งการแข่งขันตัดราคาที่รุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมต้องปรับตัวเพื่อรับมือ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มโรงแรมใบหยก
ปิยะเลิศ ใบหยก รองประธานกลุ่มใบหยก เปิดเผยว่า ได้ก่อตั้งบริษัทลูกในเครือใบหยก ภายใต้ชื่อ บริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง ซึ่งพีดีเอสเป็นชื่อย่อมาจาก พันธ์เลิศ ดอเทอร์ แอนด์ ซัน เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจร้านอาหารให้ขึ้นไปเป็นเกือบ 10% ของรายได้รวมในเครือใบหยก จากปัจจุบันยังมีสัดส่วนน้อยมาก
สาเหตุที่บุกธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากมองว่าอาหารเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นธุรกิจอาหารก็ยังไปได้ กลุ่มคนกำลังซื้อสูงก็ยังออกมาใช้จ่ายด้านอาหารอยู่ ต่างจากการท่องเที่ยว เมื่อสถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจมีปัญหา การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ โดยใน 5 ปีจากนี้จะใช้งบลงทุนในธุรกิจอาหารกว่า 40-50 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายมีร้านอาหารไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ เน้นไปที่แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น
ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวโน้มคนไทยรับประทานอาหารญี่ปุ่นยังเติบโตไปได้ต่อเนื่องโดยที่กระแสความต้องการไม่ตก แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นในตลาดมากแล้ว แต่ก็เชื่อว่าร้านอาหารจะไปได้ เพราะเลือกร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นอยู่แล้วมาเปิด
สำหรับแบรนด์ร้านอาหารที่เตรียมนำเข้ามา ได้แก่ การซื้อแฟรนไชส์ Misokatsu Yabaton(มิโสะคัตสึ ยาบาตง) ร้านอาหารประเภทหมูทอดญี่ปุ่น (ทงคัตสึ) ชื่อดังจากเมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ที่มีอายุกว่า 60 ปี คนไทยนิยมไปรับประทานเมื่อไปเที่ยว ร้านดังกล่าวมี 14 สาขาในญี่ปุ่น 13 สาขาอยู่ในนาโงย่า 1 สาขาอยู่โตเกียว
การนำแฟรนไชส์นี้มาเปิดในไทย ถือเป็นการขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศครั้งแรกของมิโสะคัตสึ ยาบาตง เบื้องต้นใช้เงินลงทุนสาขาแรกรวมค่าแฟรนไชส์แล้ว 10 ล้านบาท จะตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 13 พื้นที่ 100 ตร.ม. คาดว่าเปิดได้ในเดือน ต.ค.นี้ และใช้เวลา 2 ปีคืนทุน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ส่วนใน 5 ปีตั้งเป้าขยายปีละ 1 สาขา
กลุ่มเป้าหมายในช่วงแรกเป็นคนไทย 4050% ญี่ปุ่น 5060% แต่หลังจากเปิดร้านไประยะหนึ่งแล้ว คาดว่าสัดส่วนคนไทยจะสูงกว่านี้ ราคาอาหารต่อมื้อจะอยู่ประมาณ 400 บาท ใกล้เคียงกับร้านหมูทงคัตสึทั่วไป จะอยู่ที่กว่า 300 บาท สาเหตุที่แพงกว่าเนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่าในการนำเข้าน้ำซอสจากญี่ปุ่น เนื่องจากน้ำซอสเป็นเอกลักษณ์ของมิโสะคัตสึ ยาบาตง มั่นใจว่าหลังจากเปิดให้บริการจะมีอัตราการเติบโตดีทันที และจะมี 45 สาขา ใน 34 ปี
ปิยะเลิศ กล่าวว่า ยังได้ซื้อแบรนด์ Uchidaya Ramen (ยูชิดายะ ราเมน) ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านราเมนที่เปิดให้บริการอยู่แล้วที่อาคารธนิยะ มาดำเนินกิจการต่อ หลังจากนี้จะยังใช้แบรนด์นี้ต่อ แต่จะรีแบรนด์ภาพลักษณ์ใหม่พร้อมขยายสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา ย่านสุขุมวิท ใช้เงินลงทุนรวม 45 ล้านบาท คาดว่าจะรีแบรนด์เสร็จพร้อมเปิดสาขาใหม่ได้ต้นปีหน้า ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเซ็นสัญญากับแบรนด์ร้านอาหารประเภทกินดื่ม (อิซากายะ) จากเมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ที่คนไทยนิยมไปรับประทานเมื่อเดินทางไปนาโงย่าเช่นกัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนสาขาแรก 10 ล้านบาท พื้นที่ 150 ตร.ม. และจะขยาย 3 สาขาใน 5 ปี
“แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นขยายออกไปต่างประเทศกันมากช่วงที่ผ่านมา เพราะในญี่ปุ่นแทบไม่มีพื้นที่ให้ขยายตัวแล้ว จึงต้องหาทางออกไปขยายในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมามาก และคนไทยก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาก รู้จักร้านอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้ร้านอาหารญี่ปุ่นต่างอยากต้องการมาเปิดตลาดทั้งสิ้น ซึ่งนอกเหนือจากการเปิดร้านอาหาร 3 แบรนด์ที่กล่าวมา ก็จะหาร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทอื่นเปิดอีก เช่น ซูชิ ชาบู หรือเนื้อย่าง” ปิยะเลิศ กล่าว
ขณะที่ร้านอาหารอื่นที่เครือใบหยกทำอยู่แล้วมี 4 ยี่ห้อ ได้แก่ 1.สมพงษ์ ซีฟู้ด หัวหิน โดยเครือใบหยกลงทุนเปิดร้าน ขณะที่ทางสมพงษ์ ซีฟู้ด ช่วยบริหารจัดการ เพิ่งเปิดไปเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ใช้เงินลงทุนระยะแรกไป 4 ล้านบาท เช่าพื้นที่ซึ่งอยู่ติดชายหาด หลังจากนี้อาจขยายพื้นที่ร้านเพิ่มอีกเนื่องจากได้รับกระแสตอบรับดี และอาจขยายสาขาย่านถนนสุขุมวิทด้วย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมี 2.ร้านออฉาร์จ เทสต์ ออฟ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่ ที่เดิมมี 2 สาขา ปัจจุบันปิดไป 1 สาขา และเหลือให้บริการ 1 สาขา คือ เอสพละนาด ในอนาคตยังมองหาโอกาสขยายสาขาร้านนี้อยู่
ด้านต่างประเทศ ก็มี 3.ภัตตาคารไทย ออคิด ที่เกาหลีใต้ ซึ่งหลังจากนี้ก็อาจไปขยายร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อีกร้านที่มองไว้คือ 4.Miss Siam (มิสสยาม) ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในฐานะร้านอาหารไทยที่มีรสชาติไทยแท้ หากกระแสตอบรับดีจะนำแบรนด์นี้ไปขยายในต่างประเทศ
นี่เป็นเพียงก้าวแรกๆ ในการบุกธุรกิจร้านอาหารของเครือใบหยก หลังจากนี้คงได้เห็นแผนขยายร้านอาหารอีกหลายแบรนด์ เพราะยังมีเจ้าที่ต่อคิวพูดคุยกันหลายเจ้า บอกได้ว่าธุรกิจร้านอาหารมีคู่แข่งที่น่ากลัวเสียแล้ว







