posttoday
บ้านแลกรถ-รถแลกเงิน

บ้านแลกรถ-รถแลกเงิน

22 สิงหาคม 2557

บ้านแลกเงินรถแลกเงิน

บ้านแลกเงินรถแลกเงิน

Product ใหม่ในด้านธุรกิจค้าปลีกด้านการเงินก็คือ การนำสินค้ากลับมากู้หรือจำนอง แต่ตัวเจ้าของยังสามารถจะใช้สินค้าอยู่ และสินค้าที่มีราคาสูงสุดในด้านการบริโภคก็คือ รถและบ้าน เรียกว่า “Reversed Mortgage”

ปัจจุบันจะได้เห็นการโฆษณาจากธนาคารทั้งหลายที่ปล่อยกู้ระยะยาวซื้อรถ (5 ปี) และซื้อบ้าน (30 ปี) มีการโฆษณาว่าโครงการ “รถแลกเงิน” นั่นคือเอารถที่ผ่อนหมดแล้วมาจำนองกลับ นำเงินออกมาใช้เป็นรายเดือนบวกดอกเบี้ยในธุรกิจการเงิน นั่นคือ “Reversed Mortgage” หรือ “จำนองย้อนกลับ” และในเวลาเดียวกันก็ยังสามารถใช้รถที่นำมาจำนองได้เหมือนในช่วงที่เป็นเจ้าของ

วิธีการนี้กำลังนำออกมาเสนอในเรื่องที่อยู่อาศัย มีการโฆษณาเช่นเดียวกันคือ “บ้านแลกเงินนำบ้านกลับมาจำนอง” และมีสิทธิอยู่ในบ้านเดิม ซึ่งอดีตเราจะพยายาม “ขายบ้านและกลับมาเช่าบ้านอยู่” ผู้เกษียณอายุในต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เพราะผ่อนบ้านราคาแพงมาทั้งชีวิต พอเกษียณก็อยากมีเงินเพิ่มและอยากอยู่บ้านเดิม พอเสียชีวิต “ก็นำบ้าน หรือ คอนโด ออกขายในตลาดมือสอง” คืนหนี้ บวกดอกเบี้ยธนาคารที่เหลือคืนให้ลูกหลาน

นักการเงินกำลังสร้าง Product “บ้านแลกเงินสู่ตลาด” ทั้งมีตัวอย่างทางการเงินนี้แล้ว นั่นคือ “รถแลกเงิน” ซึ่งคนรุ่นใหม่นิยมทำกัน ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่ม มีรถใช้ แต่ไม่ต้องรอถึงเกษียณเช่นบ้าน

ทฤษฎี “Reversed Mortgage” กำลังนำเสนอสู่ตลาดการเงินอสังหาริมทรัพย์ และกำลังทดสอบตลาดอยู่ว่าสังคมไทยจะรับวิธีการนี้ได้มากแค่ไหน เพราะปัจจุบัน “บ้านกำลังล้นตลาด” กำลังซื้อของผู้ซื้ออยู่จริงมีไม่ถึง 50% นอกนั้นเป็นการลงทุนทางเลือกของนักลงทุน นอกจากจะออมเหลือจากฝากธนาคารก็ไปเล่นหุ้น (หรือลงทุนในหุ้น) หรือทองคำ หรือซื้อพันธบัตร ที่ยกเว้นภาษี

ปัจจุบันมีความนิยมลงทุนในคอนโดมิเนียมและบ้านมากขึ้น เพราะสินค้าที่อยู่อาศัยราคาไม่เคยตก ทั้งยังสามารถให้เช่าได้ด้วย และสามารถอยู่ได้เองด้วย ถือว่าได้ถึง 3 ต่อ แต่หุ้นได้ต่อเดียว คือผลตอบแทนเป็นตัวเงิน บางครั้งราคาหุ้นก็ตก ผลตอบแทนก็ไม่ได้

แต่ในสังคมไทย “ชีวิตคู่กับหุ้น” (เมืองนอกคู่กับรถ) ส่วนมากจะรักบ้าน ไม่อยากให้บ้านหลุดมือ จะนำกลับไปจำนองกลับ และนำเงินมาใช้ยามแก่ มักจะไม่นิยมยินดีจะกู้ด้วยนำสินทรัพย์ตัวอื่นๆ ขายหรือจำนองมาใช้ เช่น รถยนต์ ก็ขายเสีย เพราะเกษียณแล้วเดินทางไม่มาก หรือขายสมบัติเก่าอื่นๆ เช่น ที่ดินเปล่า มากกว่าการจะนำมาจำนองยามแก่เหมือนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม สินค้าตัวนี้แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ในอนาคตเมื่อสังคมพัฒนามากขึ้น วัฒนธรรมอาจจะเปลี่ยนไป “คนเกษียณต้องช่วยตัวเอง และอยู่คนเดียวมากขึ้น” ไม่อยากจะเปลี่ยนบ้านเพราะเคยชินกับพื้นที่ อาจจะนำวิธีนี้มาใช้ได้

ถ้าคิดว่าอายุเฉลี่ยของเราจะเป็นกี่ปีหลังเกษียณ เช่น 20 ปี (ตายอายุ 80 ปี) ก็ออมโดยการซื้อบ้าน ราคาที่เราจะใช้ใน 20 ปีหลัง เป็นการออมด้วยอสังหาริมทรัพย์ แทนที่จะออมด้วยเงินในปัจจุบัน หรือซื้อประกันสูงวัยเพราะจะเหมือนหุ้นผลตอบแทนเป็นเงิน ซึ่งก็จะด้อยค่าเพราะเงินเฟ้อ แทนที่จะ “ออมในรูปของอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งไม่พอใจก็ขาย ถ้าอยากอยู่บ้านหลังเดิมก็เข้าโครงการ “Reversed Mortgage”

ถือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเราก็จะเป็นสินค้าเพื่อออม คนซื้อบ้านก็จะเป็นอีกทางเลือกเพิ่มเติมจากการออมหรือลงทุนในตลาดหุ้น ทอง หรือประกัน

ลองคิดดู ชีวิตสมัยใหม่คนเกษียณ “อย่ายอมหยุดทำงาน” ตอน 60 ปี ต้องมีงานทำจนกระทั่งวาระสุดท้าย ต้องช่วยตัวเองให้มากขึ้น ต้องวางแผนการออมเพื่อเกษียณหลายๆ อย่าคิดแต่จะฝากเงินไว้เพราะเงินด้อยค่าเสมอ

โชคดีครับ เลิกทะเลาะกันแล้ว ประเทศไทยโชคดี ลองให้โอกาสผู้บริหารประเทศชุดนี้ดูสักพักตาม “คำมั่นสัญญากับประชาชน”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ