
ร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งสหพัฒน์โดด
ช่วงที่ผ่านมา เครือสหพัฒน์เดินหน้าขยายอาณาจักรกว่าแสนล้านบาทอย่างต่อเนื่อง
รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ช่วงที่ผ่านมา เครือสหพัฒน์เดินหน้าขยายอาณาจักรกว่าแสนล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแตกธุรกิจใหม่ๆ ทั้งกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108 ร้านยาซูรูฮะ และล่าสุดประกาศก้าวเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นเต็มตัว จากปัจจุบันธุรกิจในเครือมีร่วมกว่า 300 บริษัท ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า เครื่องสำอาง
บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เครือสหพัฒน์ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์วาโชกุ ซาโต ด้วยการก่อตั้งบริษัท นิปปอน เต ซาโต ขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท เครือสหพัฒน์ ถือหุ้น 20% บริษัท เอ.ที.วี.โฮลดิ้ง ของนิปปอนเต กรุ๊ป ถือหุ้นสัดส่วน 61% และบริษัท ซาโต เรสเตอรองต์ซิสเท็มส์ ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 19% ภายใต้แผนธุรกิจ 5 ปี ทุ่มงบลงทุน 240 ล้านบาท เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นวาโชกุ ซาโต 8 สาขา
แต่เป้าหมายของสหพัฒน์ยังไม่ได้มองแค่การทำตลาดในไทย เพราะนโยบายของสหพัฒน์ต้องการขยายตลาดอาเซียนมากขึ้น จึงวางแผนขยายร้านอาหารญี่ปุ่นไปยังตลาดอาเซียนใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะใช้เวลาศึกษาหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 ก่อนว่าตลาดมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกำลังซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเบื้องต้นได้ชิมลางเปิดธุรกิจใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา
ทั้งนี้ แผนขยายสาขาในไทยช่วง 3 ปีแรก จะเปิด 3 สาขา/ปี ส่วนปีถัดไปจะขยายสาขาเพิ่มขึ้น เน้นเปิดสาขาที่ภาคตะวันออกก่อน เพราะเป็นพื้นที่ที่ชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของร้านที่เจาะชาวต่างชาติในสัดส่วน 50% คนไทย 50% โดยประเดิมสาขาแรกที่คอมมูนิตี้มอลล์เจพาร์คของเครือสหพัฒน์ จ.ชลบุรี ในวันที่ 19 ต.ค.นี้จากนั้นขยายไปใน จ.ระยอง ต่อไป
ปัจจัยที่เครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นสนใจเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะแนวโน้มธุรกิจมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโต 1015% ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและจำนวนร้านอาหารที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด แม้ว่าธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยจะมีร่วมกว่า 1,000 สาขา แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก
ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งขันรุนแรง มีผู้ประกอบการเปิดร้านอาหารเฉพาะทางมากขึ้น ยังไม่นับรวมค่ายน้ำเมาที่กำลังเปิดธุรกิจในเวลานี้ รวมถึงคู่แข่งที่มีความเชี่ยวชาญธุรกิจร้านอาหารเอสแอนด์พี เปิดอุเมะโนะฮานะ หรือโอโตยะที่วางแผนจะขยายสาขาให้ครบ 100 สาขาในไทย ตลอดจนโออิชิ ผู้นำตลาดอาหารสไตล์บุฟเฟ่ต์เดินหน้าปลุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอเมนูอาหารและทำโปรโมชั่น ส่งผลให้ตลาดบุฟเฟ่ต์ยังได้รับความนิยมและครองใจคนไทย
บุณยสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรง แต่ความเชี่ยวชาญของผู้ถือหุ้น 3 บริษัท โดยนิปปอนเต มีประสบการณ์ในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยมากว่า 26 ปี เข้าใจในธุรกิจร้านอาหารซึ่งปัจจุบันมี 6 สาขา ส่วนซาโต เรสเตอรองต์ เป็นเจ้าของร้านวาโชกุ ซาโต ที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น มีระบบโนว์ฮาวบริหารจัดการ การขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ ส่วนเครือสหพัฒน์มีความเชี่ยวชาญการทำตลาด พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคไทย จึงมั่นใจว่าปีแรกจะมีรายได้ 30 ล้านบาท
โยะชิทะกะ ชิเงะซาโตะ ประธานบริษัท ซาโต เรสเตอรองต์ ซิสเท็มส์ กล่าวว่า วาโชกุ ซาโต เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ชาบูสำหรับครอบครัวและวัยทำงาน ในญี่ปุ่นมี 197 สาขา การทำตลาดในไทยจะชูจุดเด่นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบโอซากาและเกียวโตแท้ๆ มีบริการอาหารหลากหลายชนิด ราคา 500 บาท/คน หากประสบความสำเร็จ มีแผนแตกร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดไทย
ขณะที่รายได้ปีนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้จากวาโชกุ ซาโต สัดสัดส่วนถึง 30% ก่อนหน้านี้บริษัทได้ขยายธุรกิจไปในไต้หวัน ปัจจุบันมี 3 สาขา และที่อินโดนีเซีย 1 สาขา ส่วนการลงทุนธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นกับเครือสหพัฒน์มั่นใจว่าจะคุ้มทุนได้ภายใน 5 ปี หรือสร้างรายได้ 200 ล้านบาท
นั่นคืออีกหนึ่งธุรกิจที่เครือสหพัฒน์แตกเพื่อการเติบโต จากพ่อค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค สู่ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ต้องรอดูกับการแตกธุรกิจในเครือนี้กันให้ดี รวมทั้งอนาคตร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ต้นตำรับญี่ปุ่น ว่าจะชิงส่วนแบ่งจากโออิชิได้มากน้อยแค่ไหน







