
สอบฮั้วไอพีพีฉาว
บิ๊กตู่ตั้ง2ปมประมูลเร่งรีบผิดเงื่อนไขเดินหน้าโครงการสร้างแฟลตตำรวจต.ค.นี้
บิ๊กตู่ตั้ง2ปมประมูลเร่งรีบผิดเงื่อนไขเดินหน้าโครงการสร้างแฟลตตำรวจต.ค.นี้
“ประยุทธ์” สั่งเร่งสอบประมูลโรงไฟฟ้าไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ เร็วผิดปกติ ผิดเงื่อนไขหรือไม่
พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำชับการตรวจสอบโครงการประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 5,000 เมกะวัตต์ ว่าการประมูลมีการเร่งรัดจนผิดปกติหรือไม่ รวมถึงขัดต่อเงื่อนไขการประมูลอย่างไร
สำหรับการประมูลดังกล่าว บริษัท กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ร่วมกับมิตซุยแอนด์คัมปนี เป็นผู้ชนะการประมูล
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ชี้แจงถึงโครงการที่กำลังดำเนินการในงบลงทุนผูกพันเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 28 โครงการ เช่น โครงการถนนแยกทล. 34 กม.ที่ 26 เชื่อมทางหลวงชนบทสาย ฉซ 3001 จ.สมุทรปราการ และการติดตามซักถามในโครงการต่างๆ เช่นโครงการเปลี่ยนผ่านระบบการส่งโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิตอลระยะที่ 1 ของกรมประชาสัมพันธ์ ด้านทั้งนี้ฝ่ายเลขานุการได้ชี้แจงว่าได้ขอให้ฝ่ายกรมประชาสัมพันธ์ทบทวนปรับลดวงเงินงบประมาณลงแล้ว ในขณะที่โครงการเพิ่มขีดความสามารถระบบเทคโนโลยีจราจรทางอากาศและพัฒนาระบบเชื่อมต่อ ATMC เห็นควรว่าแก้ไขการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งต่อไป
สำหรับโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ catamaran ขนาด 80 ฟุต ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จำนวน 200 ล้านบาท ได้ขอปรับลดวงเงินเหลือ 150 ล้านบาท
โครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจทดแทน 181 แห่ง งบประมาณ 2,459 ล้านบาท ตอนนี้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะทำสัญญากับบริษัทต่างๆ เสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยจะกระจายผู้รับเหมาหลายบริษัทและให้แต่ละจังหวัดดำเนินการเองโดยใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบบของสถานีมี 3 แบบคือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และจะต้องให้ฝ่ายกฎหมายไปคุยกับบริษัทเดิม และต้องดูด้วยว่าการก่อสร้างจะสร้างต่อจากของเดิมได้หรือไม่ จะมีปัญหาหรือไม่
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวยืนยันว่าได้โอนท่อก๊าซธรรมชาติให้ภาครัฐตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งไม่รวมถึงท่อก๊าซในทะเล ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และในเดือนมี.ค. 2552 และเมื่อเดือนก.พ.2552 ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้รายงานต่อศาลว่า ปตท.ยังคืนไม่ครบศาลฯ ได้ทำบันทึกแจ้งไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าการโอนทรัพย์สินของ ปตท.ตามอำนาจมหาชนมีการคืนทรัพย์สินแก่ภาครัฐครบถ้วนแล้ว โดย สตง.ก็ไม่ได้ท้วงติงใดๆ ซึ่งหากไปดูรายงานของ สตง.เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2551 ก็ระบุชัดว่า การแบ่งแยกทรัพย์สินคืนรัฐทาง สตง.จะยึดถือคำวินิจฉัยของศาล
สำหรับการแยกบริษัทท่อก๊าซฯ ออกมาเป็นบริษัทลูก โดยในระยะต่อไปกระทรวงการคลังจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทขณะที่ทรัพย์สินของกระทรวงการคลังที่แยกคืนไปแล้ว 371 กิโลเมตร จากท่อปัจจุบันทั้งหมด3,700 กิโลเมตร บริษัทท่อใหม่จะต้องทำสัญญาใช้ทรัพย์สินดังกล่าว โดยจ่ายค่าตอบแทนแก่กรมธนารักษ์ที่ปัจจุบันจ่ายอยู่กว่า 500 ล้านบาท และนโยบายของ คสช.ด้านพลังงานเป็นเรื่องการปฏิรูปพลังงานไม่ใช่แปรรูป ปตท.ครั้งที่2 แต่อย่างใด
ซึ่งเป็นการดำเนินการลดความกังวลเรื่องการผูกขาด และการแยกบริษัทท่อออกมา จะช่วยเพื่มโอกาสให้ทุกคนสามารถใชีบริการขนส่งก๊าซทาลท่อได้อย่างเท่าเทียมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)







