
ไฮไลต์ครึ่งปีหลังอยู่ที่ "ทีวีดิจิทัล"
“ดิษฐนพ วัธนเวคิน” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า ครึ่งหลังปีนี้ทีวีดิจิทัลจะน่าสนใจขึ้นหลังมีการแจกคูปอง จึงเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มสื่อจากน้อยกว่าตลาดเป็นมากกว่าตลาด
“ดิษฐนพ วัธนเวคิน” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า ครึ่งหลังปีนี้ทีวีดิจิทัลจะน่าสนใจขึ้นหลังมีการแจกคูปอง จึงเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มสื่อจากน้อยกว่าตลาดเป็นมากกว่าตลาด
ธุรกิจทีวีดิจิทัลเริ่มเดินหน้าและเป็นบวกจากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดว่าจะเริ่มแจกคูปองทีวีดิจิทัลในประชาชนกลุ่มแรกครอบคลุม 50% ครัวเรือนทั่วประเทศในวันที่ 15 ต.ค. ที่จะทำให้การรับชมทีวีดิจิทัลกลับมาตื่นตัวและน่าจะกระตุ้นให้การใช้งบโฆษณาในช่องทีวีดิจิทัลจะปรับดีขึ้นกว่าเดิม
หากพิจารณาจากผู้ประกอบการเฉพาะที่เป็นบริษัทที่ศึกษา บล.เคเคเทรด เชื่อว่า ช่อง 8 บริษัท อาร์เอส (RS) ช่อง Workpoint Creative TV ของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) และช่อง Nation TV ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC) จะได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ช่องฟรีทีวีอะนาล็อกเดิมที่มีความสามารถในการแข่งขันต่อเนื่องอย่าง Modern 9 ของบริษัท อสมท (MCOT) จะอ่อนแอลง ความคาดหวังจากโอกาสของธุรกิจทีวีดิจิทัล อาจจะทำให้หุ้นกลุ่มนี้กลับมาได้รับความสนใจเหมือนช่วงเดือน พ.ย. 2555-พ.ค. 2556 ที่ดัชนีกลุ่มสื่อเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากความคาดหวังการเติบโตจากทีวีดาวเทียม
รายได้ของธุรกิจทีวีดิจิทัลจะยังเติบโตไม่ทันกับต้นทุนในช่วง 12 ปีแรก แต่หากการสร้างโครงข่ายและการแจกคูปองของ กสทช.เป็นไปตามแผน และทำให้อัตราการเข้าถึงครัวเรือนของทีวีดิจิตัลเท่าฟรีทีวีอะนาล็อกภายใน 2-3 ปี
“เราเชื่อว่ารายได้ของช่องทีวีดิจิทัลจะเติบโตก้าวกระโดด อัตราค่าโฆษณาสุทธิจะถูกปรับเพิ่มขึ้นจากหลักหมื่นบาทเป็นหลักแสนบาทใกล้เคียงกับช่องฟรีทีวีอะนาล็อก ทำให้ผลประกอบการของทีวีดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงโดยเฉพาะ RS, NBC, WORK และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ในช่วงปี 2557-2561 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2040% ต่อปี
ขณะที่บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) ที่เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ด้วยฐานกำไรสูงและมีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นกระทบช่อง 3 อะนาล็อกเดิม ทำให้คาดกำไรเติบโตเพียง 6% ต่อปี ในปี 2557-2561
ผลประกอบการของกลุ่มสื่อในไตรมาส 2 อ่อนแอตามที่เราคาด โดยกำไรหดตัวลง 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการเมืองเปลี่ยนแปลง ขณะที่บริษัทบางแห่งต้องรับรู้ค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาต และค่าโครงข่ายของทีวีดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.
แต่ยังไม่มีรายได้เพราะยังเป็นช่วงเริ่มต้น โดยสรุป MCOT เป็นบริษัทที่อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลมากที่สุด เพราะกำไรลดลง 63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมองว่ายังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น
ขณะที่บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) มีกำไรโดดเด่นกว่าที่คาด ภาพยนตร์ที่แข็งแรงและธุรกิจจำหน่ายวีซีดีและดีวีดีพลิกเป็นกำไร ส่วนบริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจโดยเข้าไปลงทุนถือหุ้น 27% ในบริษัท ตงฮั้ว (TH) เพื่อขยายธุรกิจสื่อบิลบอร์ด ซึ่งมองว่าจะยังไม่ส่งผลบวกต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ 12 ปีนี้
บล.เคเคเทรด เชื่อว่า ราคาหุ้น RS, NBC, WORK และ GRAMMY ยังไม่ได้สะท้อนประโยชน์จากทีวีดิจิทัล และคาดว่านักลงทุนจะหันมาสนใจหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้นหลังจากมีการแจกคูปอง ดังนั้นจึงเลือก RS และ NBC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดย RS (ซื้อ/มูลค่าเหมาะสม 9.9 บาท) มีประเด็นบวกจากการรับเงินชดเชยส่วนที่เหลืออีก 309 ล้านบาท จาก กสทช. จะทำให้ผลประกอบการเติบโตโดดเด่นในครึ่งปีหลัง และ NBC (ซื้อ/มูลค่าเหมาะสม 4.9 บาท) มีความน่าสนใจจากโอกาสประสบความสำเร็จในทีวีดิจิทัลสูง เนื่องจากการแข่งขันช่องรายการประเภทข่าวไม่รุนแรงเหมือนช่องวาไรตี้
ด้าน MAJOR จะดูน่าสนใจจากภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งในปีนี้ และ VGI มีแผนขยายกิจการเพื่อสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต แต่ราคาหุ้นทั้งสองก็เพิ่มขึ้นสะท้อนประเด็นดังกล่าวแล้ว







