posttoday
ไม่หวั่นทุนไทยไหลออกยันสภาพคล่องสูง-เชื่อมั่นฟื้น

ไม่หวั่นทุนไทยไหลออกยันสภาพคล่องสูง-เชื่อมั่นฟื้น

21 สิงหาคม 2557

เมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

เมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกรณีที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงผลกระทบสภาพคล่องโลกและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงประเทศไทย หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทยอยลดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) จนหมด และอาจดูดซับสภาพคล่องกลับเพิ่มเติมอีกเพื่อเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยว่ายังไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องอยู่มาก และเชื่อว่าสหรัฐจะทยอยดูดซับสภาพคล่องภายในประเทศตัวเองก่อน

เมธี กล่าวว่า แม้สหรัฐจะเลิกมาตรการคิวอีและดูดสภาพคล่องเพิ่มเติมเพื่อปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในช่วงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ของปี 2558 แต่เชื่อว่าผลกระทบต่อสภาพคล่องจะไม่น่ากังวลนัก โดยคาดว่าจะกระทบต่อสภาพคล่องของไทยไม่รุนแรงมาก เนื่องจากสหรัฐน่าจะดูดซับในประเทศเอง อย่างไรก็ดียังต้องติดตามดูการดำเนินนโยบายของสหรัฐต่อไปก่อน

“ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมีการดูดสภาพคล่องเพื่อให้เหมาะสมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า แต่จะเป็นการดูดสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐภายในสหรัฐเองก่อน ส่วนจะมีผลต่อตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทยด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ชัด แต่ถ้ามีภาวะเงินเหรียญสหรัฐไหลออกไปจริงๆ ก็เชื่อว่าสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐของไทยจะมีเพียงพอรองรับ เนื่องจากทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูงพอสมควร” เมธี กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.รายงานฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิล่าสุด ณ วันที่ 8 ส.ค. อยู่ที่ระดับ 1.689 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับวันที่ 1 ส.ค. ด้านฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน ยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า การลดคิวอีของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบกับสภาพคล่องไทยมากนัก เพราะไทยมีสภาพคล่องสูง แม้ว่าในปีหน้าจะมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐจะลดสภาพคล่องจนอาจทำให้มีเงินทุนไหลออกบ้าง แต่ยังเชื่อว่าสภาพคล่องในระบบการเงินของไทยยังมีอยู่เพียงพอ

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตลาดการเงินรับรู้อยู่แล้วว่าจะมีการลดคิวอีและสหรัฐจะดูดซับสภาพคล่องทำให้มีการเตรียมรับมือไว้แล้ว ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งเองก็มีการเตรียมสภาพคล่องไว้อยู่แล้ว แม้จะมีการแข่งขันไม่สูงในการระดมเงินฝากในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็มีการขยายฐานลูกค้าเงินฝากอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกจากไทยจะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอรองรับในกรณีเกิดทุนไหลออกแล้ว ยังมีรายงานด้วยว่าทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดรายงานผลการประชุมฉบับย่อถึงมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ในการประชุม กนง. วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า การประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว ส่งผลให้เริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรรัฐบาล โดยนักลงทุนมีแนวโน้มต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้น ขณะที่การดำเนินนโยบายของภาครัฐก็มีความชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ดี กนง.เห็นว่ากรอบนโยบายบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันยังเหมาะสมในการรองรับความผันผวนระยะสั้นของค่าเงินบาท

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า กนง.ยังมองว่าน่าจะยังขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับการประชุมครั้งก่อน คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 1.5% ปีนี้ และ 5.5% ในปีหน้า โดยอาจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาดเล็กน้อยตามการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้ากว่าที่คาด ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าและบริการจะกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นในปีหน้า

“ด้านความเสี่ยงต่อไทยในระยะต่อไป กนง.เห็นควรให้ต้องติดตามการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศ เพราะหากต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน อาจจำเป็นต้องมีผลกระทบต่อการเติบโตในระยะสั้นบ้าง รวมถึงติดตามผลกระทบของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงต้องติดตามภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากอัตราการก่อหนี้ใหม่ยังสูงกว่าการขยายตัวของรายได้” รายงาน กนง.ระบุ

ทั้งนี้ กนง.มองว่าการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลในปี 2558 และการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานนั้นยังต้องใช้เวลาอีกระยะ คาดว่าแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะมาจากอุปสงค์หรือกำลังซื้อจากในประเทศเป็นสำคัญ ส่งผลให้นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบันยังเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งจะเอื้อต่อความพยายามของภาครัฐในการปฏิรูปประเทศเพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

การคงนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ยกเว้นธนาคารกลางมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นและชะลอการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่วนธนาคารกลางนิวซีแลนด์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน จากความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่ไม่ใช่การค้า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี