posttoday
Health Care ดี? ตอนที่ 3

Health Care ดี? ตอนที่ 3

20 สิงหาคม 2557

จากสัดส่วนประชากรของไทยเราที่มีจำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี เกิน 10% ไปหลายปีก่อนแล้ว และคาดว่าจะมีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี เป็น 20% ของประชากรทั้งหมดภายในเวลาอีก 10 ปีนับจากนี้ นั่นหมายถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยเหล่านี้น่าจะมีอนาคตที่น่าจะสดใสตามไปด้วย เท่าที่ผมคิดดู ธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์มีดังต่อไปนี้

จากสัดส่วนประชากรของไทยเราที่มีจำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี เกิน 10% ไปหลายปีก่อนแล้ว และคาดว่าจะมีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี เป็น 20% ของประชากรทั้งหมดภายในเวลาอีก 10 ปีนับจากนี้ นั่นหมายถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยเหล่านี้น่าจะมีอนาคตที่น่าจะสดใสตามไปด้วย เท่าที่ผมคิดดู ธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์มีดังต่อไปนี้

ธุรกิจประกันชีวิต แน่นอนฐานอายุเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น ย่อมทำให้ความต้องการที่จะทำประกันชีวิต เพิ่มความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น จำนวนคนไทยที่ทำประกันชีวิตยังมีเพียง 33% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 100% (บางคนทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์) ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอีกสูงมาก แต่น่าเสียดายที่บริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเพียง 3 บริษัท

มีบริษัทแห่งหนึ่งกำลังจะออกจากตลาดหลักแห่งประเทศไทย (ตลท.) ตามนโยบายของธนาคารที่เป็นบริษัทแม่ ผมอยากให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและดูแลทั้งบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต นอกจากบังคับให้บริษัทประกันเหล่านี้เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) อย่างที่เป็นอยู่แล้ว น่าจะผลักดันให้ทุกบริษัทต้องเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมด ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี เพราะว่าการเข้ามาเป็นบริษัท จดทะเบียนทำให้ต้องทำงบการเงินที่โปร่งใส ต้องมีการตั้งกรรมการอิสระ ที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ ตลท. เพราะว่าบริษัทประกันเหล่านี้ มีฐานะใกล้เคียงกับสถาบันการเงิน โดยเฉพาะบริษัทประกันชีวิตเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินออมระยะยาว และการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์เป็นจำนวนมาก ถ้ามีความไม่มั่นคง ไม่โปร่งใส ผลกระทบย่อมเกิดในวงกว้างเป็นแน่ถึงแม้ คปภ.จะมีการกำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าได้หน่วยงานอย่างเช่น ตลท.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ช่วยกำกับดูแลเพิ่ม่ขึ้นอีกชั้นหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ถือกรมธรรม์

2) ธุรกิจ Health Care ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้

2.1) ธุรกิจยาและอาหารเสริม ซึ่งประเทศไทยเรายังมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนายาของเราเองยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว โดยธุรกิจนี้ในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้จะซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยประมาณ 16-17% แต่บางช่วงก็ขึ้นไปถึงเกือบ 40 เท่า แต่ช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็เคยเห็นซื้อขายกันที่ พี/อี ต่ำกว่า 10 เท่า มาแล้วในบ้านเรา ดูเหมือนมีอยู่บริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจที่พออนุโลมเข้ามาในหมวดนี้ได้เช่นกัน

2.2) ธุรกิจไบโอเทค ไทยเรายังล้าหลังสิงคโปร์มาก ปัจจุบันสิงคโปร์พัฒนาประเทศ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมไบโอเทค ซึ่งผมมองว่าเขาฉลาดและมาถูกทางแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันในตลาดโลกที่ พี/อี เฉลี่ย 2527 เท่า บางช่วงเคยขึ้นไปซื้อขายกันที่ พี/อี 70 กว่าเท่าด้วยซ้ำไป ตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เคยหล่นไปซื้อขายกันที่ พี/อี ประมาณ 12 เท่า ส่วนในเมืองไทยผมยังไม่เห็นว่ามีบริษัทไหนที่พอจะเข้าข่ายธุรกิจนี้ได้เลยในตลาดหุ้นบ้านเรา

2.3) ธุรกิจ Health Care Equipment ก็เป็นธุรกิจที่เป็นดาวเด่นเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นรองไบโอเทคอยู่บ้าง ธุรกิจเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์และอนามัยในตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ พี/อี เฉลี่ยประมาณ 22 เท่า ตอนตลาดบูมๆ เคยซื้อขายกันที่ พี/อี มากกว่า 40 เท่า ในขณะที่ตลาดหุ้นเคยหล่นลงไปซื้อขายกันที่ พี/อี 12 เท่า ส่วนตลาดหุ้นไทยก็มีบางบริษัทเข้าข่ายสามารถจัดอยู่ในอตุสาหกรรมนี้

แต่ธุรกิจนี้ในบ้านเรายังมีความสามารถผลิตแต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นโลว์เทคเท่านั้น ส่วนไฮเทคยังต้องนำเข้าอยู่ดี ผมมองว่ารัฐบาลน่าจะส่งเสริมธุรกิจนี้ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกมาตรการส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ มาลงทุนทำโรงงานผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้ เพราะว่าเราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว รวมทั้งเรามีฐานการผลิตในด้านต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว ในเมื่อเรากำลังจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีหน้าแล้ว ฐานประชากรรวมของประเทศในกลุ่มอาเซียน 600 กว่าล้านคน นับเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดียเท่านั้น และอำนาจในการซื้อของคนในอาเซียนก็สูงกว่าคนจีนและอินเดีย สิ่งที่ควรจะบังคับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็คือ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเราด้วย อย่าให้เหมือนกับธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่เราได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีน้อยมาก ดูอย่างจีนสิครับ จีนสามารถที่จะบังคับซีเมนส์ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟความเร็วสูง จนปัจจุบันจีนสามารถที่จะผลิตรถไฟดังกล่าวได้เองแล้ว

เนื้อที่หมดแล้ว มาต่อธุรกิจ Health Care ตัวต่อไปในสัปดาห์หน้ากันนะครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน