
เอสเอ็มอีแบงก์ปรับทัพใหญ่
ขอแยกบัญชีอุ้มโครงการรัฐหวังลดเสียหายโยกย้ายฝ่ายเปลี่ยนสัญญาจ้างผู้บริหาร
ขอแยกบัญชีอุ้มโครงการรัฐหวังลดเสียหายโยกย้ายฝ่ายเปลี่ยนสัญญาจ้างผู้บริหาร
บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์ เสนอคลังแยกบัญชีปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐ แก้ไขปัญหาความเสียหายจากหนี้เสีย
แหล่งข่าวจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารจะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องการแยกบัญชีปล่อยกู้นโยบายภาครัฐ หรือพีเอสเอ เหมือนกับที่ธนาคารเฉพาะกิจอื่นๆ ทำ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อขอรับเงินชดเชยโครงการที่มีความเสียหายจากรัฐบาล หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการแยกพีเอสเอออก ทำให้ไม่สามารถแยกความเสียหายที่เกิดจากการสนองนโยบายรัฐบาลได้
ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารยังจะพิจารณาปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการ ที่กำลังจะสรรหาในเร็วๆ นี้ จนถึงรองกรรมการผู้จัดการ โดยเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นแบบมีระยะเวลา จากขณะนี้ที่เป็นผู้บริหารทั้งหมดเป็นพนักงานประจำ จะมีเพียงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเท่านั้นที่เป็นสัญญาจ้าง
นอกจากนี้ คณะกรรมการธนาคารจะลดจำนวนตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการลง จากปัจจุบันที่มีมากถึง 8 คน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนตัวกรรมการผู้จัดการธนาคารบ่อย และกรรมการผู้จัดการมักจะตั้งคนของตัวเองขึ้นมาเป็นรองฯ เมื่อถูกเลิกจ้างทำให้มีตำแหน่งนี้ค้างอยู่
“ธนาคารกำลังพิจารณาให้รองกรรมการผู้จัดการที่มีอยู่ทั้งหมดมาอยู่ในตำแหน่งที่แทน ส่วนโครงสร้างของพนักงานนั้นมองว่าควรจะปรับลดลงจากที่มี 1,600 คน แต่จะเป็นเท่าใดนั้นต้องพิจารณากันอีกครั้ง เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน” แหล่งข่าวระบุ
ดังนั้น ในระยะแรกนี้บอร์ดใหม่จะพยายามให้ธนาคารเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเอสเอ็มอีแบงก์ยังมีความจำเป็นในการเป็นเครื่องมือปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี
“กระทรวงการคลังมั่นใจว่าบอร์ดชุดใหม่เอสเอ็มอีแบงก์จะสามารถแก้ปัญหา เพราะคนที่มาส่วนใหญ่มีความรู้และความสามารถ ซึ่งเท่าที่ดูปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์นั้นแก้ไม่ยาก แต่ต้องทำให้เด็ดขาด หากบอร์ดชุดนี้แก้ไขไม่ได้ คงไม่มีใครมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อีกแล้ว” แหล่งข่าว เปิดเผย
สำหรับแผนฟื้นฟูกิจการเอสเอ็มอีแบงก์ คือ การตัดขายหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) 2 หมื่นล้านบาท และให้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เนื่องจากลูกค้าของธนาคารอยู่ในกลุ่มเอสเอ็มอีรายย่อยซึ่งมีความเสี่ยงสูง แต่ที่ผ่านมาธนาคารกลับปล่อยกู้โดยมีดอกเบี้ยต่ำในอัตราลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) หรือมีอัตราที่ 57% ทำให้เกิดปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด
การปล่อยกู้ใหม่นับจากนี้ไปต้องพิจารณาต้นทุนทางการเงิน และปรับขึ้นดอกเบี้ยให้สะท้อนกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มองว่าอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวก หรือดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 910% แต่หากลูกหนี้ได้รับการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ก็อาจจะได้รับการคิดดอกเบี้ยต่ำกว่า
“ลูกค้าที่เข้ามากู้กับเอสเอ็มอีแบงก์เป็นลูกค้าที่ธนาคารพาณิชย์ไม่อนุมัติปล่อยสินเชื่อให้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีแบงก์ควรปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับแบงก์ แม้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแต่ยังถูกกว่าการกู้จากหนี้นอกระบบ” แหล่งข่าว ระบุ
นางสาลินี วังตาล ประธานเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แผนฟื้นฟูกิจการเดิมที่เคยขอเพิ่มทุนจากคลังไป 2,000 ล้านบาทนั้น ถ้าได้เงินเพิ่มทุนมาก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเท่าที่ดูกิจการของเอสเอ็มอีแบงก์ในขณะนี้คงไม่เน้นที่เงินเพิ่มทุน คิดว่ากิจการน่าจะดำเนินการต่อไปได้ n







