
ผ่าทางตันปัญหาส่งออกลำไยสด
กรมวิชาการเกษตรแก้ปัญหาสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสดส่งออก วิจัยพบเทคโนโลยีใหม่ทดแทนการรมก๊าซ
กรมวิชาการเกษตรแก้ปัญหาสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสดส่งออก วิจัยพบเทคโนโลยีใหม่ทดแทนการรมก๊าซ
นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ลำไยสดเป็นสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง ซึ่งการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปีที่ผ่านมา ไทยมีปริมาณการส่งออกลำไยสดรวมทั้งสิ้น 413,399.58 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,503.24 ล้านบาท และตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2557 ได้มีการส่งออกลำไยสดแล้วกว่า 153,200.50 ตัน มีมูลค่าประมาณ 3,760.55 ล้านบาท มีตลาดส่งออกสำคัญ คือ จีน และ อินโดนีเซีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลำไยมีอายุการเก็บรักษาเพียง 2-3 วัน สีผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเน่าเสียง่าย จึงมีการรมลำไยสดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เพื่อให้สีผิวเปลือกสวยและช่วยยืดอายุการเก็บรักษานานขึ้น โดยไทยได้มีบันทึกความเข้าใจเรื่องส่งออกผักผลไม้กับประเทศจีนตั้งแต่ปี 2547
ซึ่งบันทึกดังกล่าวจีนอนุญาตให้ลำไยส่งออกไปจีนสามารถรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ โดยต้องมีความเข้มข้นตกค้างไม่เกิน 50 ppm ทำให้การขยายตัวการส่งออกลำไยเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขณะที่การตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกิน 50 ppm ยังพบอยู่เรื่อยๆ และเป็นประเด็นปัญหาในการส่งออก ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการละเลิกไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนวิธีการที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด รวมทั้งประเทศผู้นำเข้าบางประเทศไม่ยอมรับผลไม้ที่ผ่านรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการส่งออกลำไยสดของไทย
“จากปัญหาดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้เร่งดำเนินการวิจัยและและพัฒนาหาเทคโนโลยีใหม่ทดแทนการรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสด และหาวิธีลดการตกค้างของสารดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ผลลำไยที่เปียกน้ำฝนหรือหมอกน้ำค้างช่วงฤดูหนาวควรแช่ในกรดเกลือ 1 % ผสมโซเดียมเมตา ซัลไฟต์ 5 % นาน 5 นาที การตกค้างของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต่ำกว่าการรมปกติ”นายดำรงค์กล่าว
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว การวิจัยหาเทคโนโลยีทดแทนการรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาลำไยสด พบว่า วิธีการแช่ผลลำไยในกรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก เข้มข้น 6.4 % นาน 5 นาที แล้วผึ่งให้แห้ง วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเก็บรักษาลำไยสดที่อุณหภูมิต่ำ 2-5 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 % ได้นานถึง 35 วัน
ที่สำคัญมีการตกค้างของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่ำ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งนำไปใช้กับประเทศนำเข้าที่เข้มงวดในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ เช่น สิงคโปร์ แคนาดา สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งยังประยุกต์ใช้กับลำไยที่ส่งออกไปจีนได้อีกด้วย
นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาเครื่องต้นแบบแช่กรดไฮโดรคลอริกสำหรับลำไยสดขึ้นเพื่อใช้ทดแทนแรงงานคน โดยดัดแปลงจากเครื่องแช่ลิ้นจี่ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ขั้นตอนการเติม-บำบัดสาร ขั้นตอนการล้างทำความสะอาด ขั้นตอนการแช่สาร และขั้นตอนการเป่าแห้ง ซึ่งมีการทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง พร้อมทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยกับประเทศสิงคโปร์ พบว่า เครื่องแช่ต้นแบบมีกำลังการผลิต 10 ตระกร้าต่อครั้ง แช่ครั้งละ 5 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานคนแช่ได้ครั้งละ 3 ตะกร้า และต้องผึ่งจนผลลำไยแห้งก่อนเก็บรักษา ซึ่งผลงานวิจัยนี้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการส่งออกลำไยสดได้
“จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้ทดสอบการยอมรับเทคโนโลยีการแช่ผลลำไยสดในกรดเกลือ พร้อมทดสอบส่งออกลำไยแช่กรดเกลือทั้งในและนอกฤดูกาล พบว่า ผู้ประกอบการโรงรมยอมรับเทคโนโลยีนี้และยอมรับคุณภาพสินค้ากว่า 82 % ขณะที่ผู้บริโภคให้การยอมรับคุณภาพถึง 80.15 % และการทดสอบการส่งออกได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และกรมวิชาการเกษตรจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อทดแทนการรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสารตกค้างในลำไยสด และเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกลำไยสดไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตามในขณะที่การใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ยังมีความจำเป็นอยู่สำหรับการส่งออกไปจีน ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยไว้ เพราะหากเกิดปัญหาเพราะจีนปฏิเสธการนำเข้าจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง”นายดำรงค์กล่าว







