posttoday
แรงจูงใจทางภาษีทำให้คนออมมากขึ้นหรือไม่

แรงจูงใจทางภาษีทำให้คนออมมากขึ้นหรือไม่

18 สิงหาคม 2557

นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายส่วนมากจะเชื่อว่า อัตราการออมของประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และในอดีตที่ผ่านมา แรงจูงใจทางภาษีมักจะเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นอัตราการออมในครัวเรือน จึงนำไปสู่มาตรการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ ในรูปแบบของกองทุน อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นการออมระยะยาวและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เป็นจุดรวมเงินออมที่มีมูลค่าสูงหลายแสนล้านบาท

นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายส่วนมากจะเชื่อว่า อัตราการออมของประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และในอดีตที่ผ่านมา แรงจูงใจทางภาษีมักจะเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นอัตราการออมในครัวเรือน จึงนำไปสู่มาตรการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ ในรูปแบบของกองทุน อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นการออมระยะยาวและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เป็นจุดรวมเงินออมที่มีมูลค่าสูงหลายแสนล้านบาท

เมื่อดูแบบผ่านๆ เรามักจะมองว่าเครื่องมือการออมดังกล่าวจะเป็นเรื่องของความสำเร็จ แต่เมื่อสำรวจให้ละเอียดมากขึ้น เราสามารถพูดได้ว่า คนส่วนมากยังเผชิญปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง และมีเพียงผู้เสียภาษีที่มีฐานะเท่านั้นที่มักจะเป็นกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจทางภาษีเหล่านี้ และอาจดูเหมือนเป็นการส่งเสริมให้มีช่องว่างในสังคมระหว่างความร่ำรวยและจนให้มากขึ้น เมื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ LTF จะยุติลงในปี 2559 ก็มีการถกเถียงกันว่า สิทธิประโยชน์ภาษีสูงถึง 5 แสนบาท/ปี จะมีการต่ออายุหรือปรับปรุงโครงการหรือไม่

นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ระบบบำเหน็จบำนาญของไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรคมากมายในหลายด้าน เริ่มจากอัตราส่วนการเป็นภาระ (Dependency Ratio) ของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น อายุการเกษียณที่ต่ำ (55 ปี) คนมีอายุที่ยาวขึ้น (75 ปี) และระบบบำเหน็จบำนาญที่ไม่ครอบคลุมถึงทุกคน กองทุนประกันสังคมและ กบข.เป็นการคุ้มครองสำหรับคนทำงานเพียง 11.5 ล้านคน จากแรงงานในประเทศไทยทั้งหมด 34.5 ล้านคน ในเวลาเดียวกันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครอบคลุมคนทำงานเพียง 2.6 ล้านคนเท่านั้น และก็ยังกังวลว่ากองทุนประกันสังคมจะสามารถอยู่ได้อีกนานเท่าไร ถึงแม้ว่ายังมีฐานะที่เป็นบวกอยู่ เนื่องจากยังไม่เริ่มจ่ายเงินบำนาญออก แต่ย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2543 ธนาคารโลกเคยคำนวณไว้ว่า เพื่อให้อยู่รอดกองทุนประกันสังคมจะต้องมีอัตราเงินสมทบสูงถึงร้อยละ 13 ปัจจุบันอยู่เพียงร้อยละ 7

บทวิจัยไม่นานมานี้ของ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ผมตกใจมากเมื่อพบว่า เฉลี่ยแล้วจำนวนเงินในบัญชีของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีมูลค่าน้อยกว่า 3 แสนบาท/คน และสำหรับผู้ที่ลงทุนใน RMF และ LTF จะมีเงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 3.8 แสนบาท ในแต่ละบัญชีเท่านั้น หรือมองอีกมุมหนึ่งแต่ละคนจะมีเงินออมเพื่อการเกษียณประมาณ 1 ล้านบาท และลองคำนวณต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาเกษียณของนักลงทุนเหล่านี้ พวกเขาจะมีเงินไม่ถึง 2 ล้านบาท เพื่อใช้ในช่วงการเกษียณ

คนส่วนมากจะใช้เงินในช่วงวัยทอง ระหว่างอายุ 60-80 ปี และเมื่อมีเงินเพียง 2 ล้านบาท พวกเขาจะใช้เงินได้เพียงเดือนละ 8,333 บาท และเมื่อคุณคำนวณรวมกับเช็คประกันสังคม มูลค่า 4,125 บาท/เดือน คุณจะมีเงินสำหรับใช้จ่าย 1.24 หมื่นบาท/เดือน คุณไม่มีอะไรต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ หากคุณอยู่รอดได้ด้วย 1.2 หมื่นบาท/เดือน แต่นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนมากไม่สามารถทำได้

ดังนั้น เราจะต้องทำอย่างไร ผมยังเชื่อในหลักการที่เปรียบการเตรียมตัวเกษียณอายุเหมือนเก้าอี้สามขา ซึ่งประกอบด้วย กองทุนประกันสังคมเป็นขาที่หนึ่ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน กบข. เป็นขาที่สอง และเงินออมส่วนตัวในกองทุน RMF และ LTF เป็นขาที่สาม

ในความเห็นของผม สิ่งสำคัญในลำดับต้นๆ คือ เราจะต้องออมให้มากขึ้น กฎที่ต้องจำไว้คือ คุณควรจะออมไว้อย่างน้อยร้อยละ 20 ของรายได้รวม เพื่อจะให้มีโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายการลงทุนเพื่อการเกษียณของคุณได้ ลองดูเพื่อนบ้านเราเพื่อเป็นกรณีเปรียบเทียบ ในสิงคโปร์และมาเลเซีย คนของพวกเขาต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุนกลางเพื่อการเกษียณร้อยละ 16 และ 11 ตามลำดับ โดยที่ผู้ว่าจ้างจะต้องสบทบเงินในอัตราร้อยละ 20 และ 13 ตามลำดับ ส่วนไทย อัตราเฉลี่ยเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ร้อยละ 8 (4% + 4%)

ผมเข้าใจดีว่า นายจ้างไทยมักจะไม่ค่อยยอม หรืออาจไม่อยู่ในฐานะการเงินที่จะสมทบเงินกองทุนในอัตราสูงถึงร้อยละ 20 เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และมาเลเซีย และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม RMF และ LTF จึงมีความสำคัญในประเทศไทยมาก การพึ่งตัวเองเป็นปัจจัยสำคัญ ในอัตราปัจจุบัน กองทุนในสองรูปแบบจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของเงินออมเกษียณอายุของคนส่วนมาก

สรุปแล้วแรงจูงใจทางภาษีทำให้คนออมมากขึ้นหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับสองคำถาม กล่าวคือ คำถามแรก คนไทยออมเงินน้อยเกินไปหรือไม่เพื่อการเกษียณ คำตอบคือ น้อยเกินไปมาก คำถามที่สอง คือ สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นอัตราการออมระดับชาติและของส่วนบุคคล โดยมีค่าใช้จ่ายต่อสังคมที่ยอมรับได้หรือไม่ ผมจะขอเถียงว่าแล้วเรามีทางเลือกอื่นอีกหรือ กองทุนประกันสังคมก็ไม่น่าจะสามารถรักษาเป้าหมายเงินบำนาญที่ตั้งไว้ได้ หนี้สินที่ยังไม่ชำระ(unfunded liabilities) ของเงินบำนาญข้าราชการก็กำลังเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดี กล่าวคือ มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน(growth asset) เพียงร้อยละ 13 น้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของ OECD ที่ร้อยละ 36

เมื่อปี พ.ศ. 2559 มาถึง ผมขอแนะนำกรมสรรพากรให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และขยายสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของกองทุน LTF ไปอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ที่ได้รับประโยชน์ของกองทุน LTF มักจะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีฐานะทางการเงินที่ดี อย่างไรก็ตามทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่ต่ำกว่า ควรใช้เครื่องมือดังกล่าวขยายอัตราการออมที่มักจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF จะมีผลสะท้อนที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมกองทุนมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท เหมือนกับโยนเด็กทารกออกจากอ่างพร้อมกับน้ำ

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน