posttoday
HMPRO...เปิดพิมพ์เขียวโตก้าวกระโดดอีกไกล

HMPRO...เปิดพิมพ์เขียวโตก้าวกระโดดอีกไกล

18 สิงหาคม 2557

“คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล” กรรมการผู้จัดการบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้สัมภาษณ์ว่า HMPRO

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

“คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล” กรรมการผู้จัดการบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้สัมภาษณ์ว่า HMPRO เดินหน้าตามโมเดลหรือพิมพ์เขียวที่วางไว้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตในระยะยาว จากสถิติที่ผ่านมา 12 ปีนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอดขายเติบโตเฉลี่ย 22% ต่อปี นับว่าดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะโตปีละ 15% ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 35% ต่อปี

การเติบโตในแต่ละปีหลักๆ จะมาจากการเปิดสาขาใหม่ให้ครอบคลุม รวมถึงยอดขายของสาขาเดิมยังคงเติบโตจากผลลัพธ์ของประชาชนมีรายได้สูงขึ้น จึงให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ภายในบ้านมากขึ้น สะท้อนจากฐานลูกค้าของ HMPRO จากจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจในปี 2539 เป็นเวลา 18 ปี มีสัดส่วนลูกค้าบ้านเก่าเพียงประมาณ 20% แต่ปัจจุบันสัดส่วนนี้กลับขยับขึ้นมาเป็น 80% ฐานลูกค้าเก่าถือเป็นฐานที่มีวอลุ่มจำนวนมาก ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าใหม่

นอกจากนั้น HMPRO ยังมีจุดแข็งที่คู่แข่งรายอื่นๆ ยากที่จะเลียนแบบ ข้อแรก คือ การให้บริการจากทีมงานให้บริการทั่วประเทศประมาณ 700 ทีม ด้วยบริการที่ครบวงจรสำหรับบ้านทั้งการออกแบบตกแต่ง อาทิ ห้องครัว ห้องน้ำ เก่าให้เป็นแบบใหม่ รวมถึงมีบริการหลังการขาย ทั้งซ่อมสินค้าหรือจัดส่งสินค้าทั่วประเทศหรือเปลี่ยนสินค้า ด้วยสาขาที่มีครอบคลุมทั่วประเทศ และยังมีระบบผ่อนชำระ

จุดแข็งข้อที่สอง คือ สินค้า HMPRO ออกแบบพัฒนาขึ้นมาเองเพื่อสร้างความแตกต่างสวยงามโดดเด่นกว่าที่วางขายทั่วไปในตลาด

บริษัทมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัทในร้านโฮมโปร (House Brands) จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 21% ของยอดขายรวม เป็น 25% ภายในปี 2560 ซึ่งสัดส่วน 1% หมายถึงยอดขายราว 500 ล้านบาท เปรียบเทียบกับธุรกิจเดียวกันในต่างประเทศจะมีสัดส่วนสูงถึง 35%

การมีสินค้า House Brands มีข้อดีมาก ข้อแรก คือ การสร้างความแตกต่างของสินค้า ข้อสอง คือ มีกำไรที่ดีขึ้น คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 30% เทียบกับสินค้าแบรนด์จากข้างนอกที่นำมาวางขายอยู่ที่ประมาณ 20%

การวางกลยุทธ์ของบริษัท จะช่วยลดความเสี่ยงและสามารถฝ่าสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี เห็นได้จากในครึ่งแรกของปี 2557 แม้มีปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองและเศรษฐกิจขยายตัวติดลบ แต่ยอดขายของสาขาเดิมยังเติบโตได้ประมาณ 56% ถ้าไม่มีปัจจัยลบนี้น่าจะเติบโตได้ตามค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 67% และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตตามเป้าหมาย 15% มาจากสาขาเดิม 6% และสาขาใหม่อีก 9% ขณะที่กำไรสุทธิจะโตต่ำกว่ายอดขาย แต่มั่นใจว่ายังเติบโตได้จากปีก่อน

ภาวะปกติกำไรจะเติบโตในอัตรามากกว่ายอดขาย แต่ในปีนี้บริษัทมีการลงทุนโมเดลใหม่ขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนและมีค่าใช้จ่ายที่สูงในช่วงแรกการลงทุนใน เมกา โฮม มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีจำนวน 4 สาขา และการเปิดสาขาแห่งแรกในมาเลเซีย 1 สาขา มูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกยอดขายรวมเติบโตประมาณ 20% แต่กำไรสุทธิเติบโตได้ประมาณ 7% รวมถึงเตรียมซื้อหรือเซ้งที่ดินเพื่อตั้งสาขาใหม่ในปีถัดๆ ไป อีกทั้งปรับปรุงสาขาเดิมและปรับปรุงระบบภายในต่างๆ

แบรนด์สาขาโฮมโปรช่วงไตรมาส 3-4 นี้ จะเปิดอีกจำนวน 5 สาขาใหม่ หลังจากครึ่งปีแรกเปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 3 สาขา ส่งผลให้สิ้นปีนี้จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 76 สาขา

ในปี 2557 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แหล่งเงินมาจากทั้งการกู้เงินและออกหุ้นกู้สัดส่วน 40% รวมถึงกระแสเงินสดภายใน 40% และเงินทุนหมุนเวียนภายในสัดส่วน 20%

“HMPRO เป็นหุ้นเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว เพราะตลาดยังมีโอกาสให้ธุรกิจขยายตัวและเรามีศักยภาพที่จะโต มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีและจ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ โดยยังมีโอกาสจ่ายเป็นหุ้นปันผลได้ด้วย โดยไม่มีไดลูชั่น เพราะกำไรเติบโตได้ทันกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น”

ด้านเป้าหมายถึงจุดคุ้มทุนของโมเดลธุรกิจใหม่ คือสาขาที่มาเลเซียภาพยังไม่ชัดเจน เพราะเป็นสาขาแรกในต่างประเทศ จึงยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ขณะที่ เมกา โฮม จะถึงจุดคุ้มทุนภายในอีกประมาณ 2 ปี ส่งผลให้ธุรกิจของ HMPRO ในปี 2559 เกิดการประหยัดต่อขนาดต้นทุนต่อหน่วย

“คุณวุฒิ” เล่าถึงแผนกลยุทธ์และนโยบายที่จะเดินต่อไปข้างหน้าของ HMPRO คือ ขยายเข้าไปในตลาดกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีประชากรรวมถึงกันประมาณ 600 ล้านคน มากกว่าไทยถึง 10 เท่า เพื่อประโยชน์ 1.ขยายตลาดด้วยขนาดประชากรที่ใหญ่และรายได้อยู่ในช่วงเติบโต ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับชีวิตในบ้านเช่นเดียวกับคนไทยและในประเทศอาเซียนยังไม่มีผู้ประกอบการค้าปลีกลักษณะเดียวกับ HMPRO

2.บริษัทจะมีแหล่งสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อส่งออกไปตลาดอาเซียนหรือนำเข้าสินค้าจากอาเซียนที่มีฐานธุรกิจมาขายในไทย เพิ่มความได้เปรียบคู่แข่ง ควบคู่ไปกับการขยายตลาดในประเทศ เช่นเดียวกับที่ประเดิมเข้าไปในมาเลเซียเป็นตลาดแรกในอาเซียน เพราะ 1.ประชาชนมีกำลังซื้อสูง 2.รูปแบบใช้ชีวิตใกล้เคียงคนไทย 3.ตั้งใกล้กับประเทศไทย

“เราจะไม่เร่งรีบออกไปต่างประเทศ ต้องมีการศึกษาอย่างรอบครอบแต่ละประเทศก่อนตัดสินใจเข้าไปไม่เหวี่ยงแหหรือปูพรม ส่วนประเทศที่มีศักยภาพกำลังศึกษาตลาดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จะใช้แบรนด์โฮมโปร ส่วนเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา จะใช้แบรนด์เมกา โฮม สำหรับแบรนด์โมเดลใหม่จะช่วยขยายเข้าไปได้เหมาะกับตลาดแต่ละประเทศลักษณะที่ต่างกัน”

โฮมโปรออกไปในต่างประเทศไม่ใช่เพราะตลาดในประเทศอิ่มตัว แต่เป็นการสร้างโอกาสการเติบโต หากเปรียบเทียบประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและสหรัฐจะมีมูลค่าตลาดวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งในบ้านสัดส่วนประมาณ 35% ของจีดีพี เทียบกับไทยที่มีสัดส่วนเพียง 1.5% ดังนั้นจึงเห็นโอกาสว่า HMPRO จะเติบโตอีก 1 เท่าตัว โดยเฉพาะผู้นำตลาดในธุรกิจที่มีโอกาสความได้เปรียบทำได้ก่อนซึ่งในตลาดประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนพื้นที่ขายสินค้า 28,000 ตารางเมตร/สัดส่วนประชากร 1 ล้านคน เทียบกับ HMPRO ที่มี 6,000 ตารางเมตร จึงเป็นโอกาสที่จะขยายตัวอีกประมาณ 4 เท่าตัว และเรื่องเวลาประเทศแถบตะวันตกใช้เวลา 35 ปี จากวันถึงจุดอิ่มตัวของธุรกิจ ส่วน HMPRO มีอายุเพียง 18 ปี ดังนั้นเมื่อดูจาก 3 ปัจจัยนี้ HMPRO จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะบ้านถือเป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นในชีวิต

ดังนั้น แผนใน 35 ปีข้างหน้าวางเป้าหมายสำหรับในประเทศจะมีสาขาโฮมโปรให้ครบ 100 สาขา ส่วนเมกา โฮม เพิ่มเป็น 20 สาขา ขณะที่อาเซียนจะเปิดให้ได้ครบ 10 สาขา แต่จะไม่มีผลกระทบต่อการทำกำไร เพราะเงินลงทุนส่วนหนึ่งจะมาจากเงินสดส่วนเกินจากการดำเนินงานประมาณ 5,000 ล้านบาท/ปี รองรับการเปิดสาขาได้ราว 10 สาขา หรือลงทุนเฉลี่ย 500 ล้านบาท/สาขา รวมถึงความสามารถในการกู้ได้เพิ่มด้วย ด้วยฐานะการเงินบริษัทมีความแข็งแกร่งมีอัตราหนี้สิน/ทุน (ดี/อี) ต่ำเพียง 0.7-0.8 เท่า จากนโยบายคุมไว้ไม่เกิน 1.75 เท่า

“แผนการออกไปประเทศอาเซียนข้างหน้าวางไว้หมดแล้ว แต่ไม่อยากพูดมาก เพราะมีผลต่อเรื่องการแข่งขัน เหมือนในช่วงก่อนออกไปมาเลเซียร้านค้าปลีกที่นั่นรีบปรับปรุงเข้ามาดูแบบร้านเราก่อน เพราะ HMPRO ถือเป็นผู้นำธุรกิจนี้ในอาเซียน ยังไม่มีใครทำรูปแบบร้านแบบเรา”

ส่วนประเด็นกระแสข่าวที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ HMPRO คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) จะขายหุ้น HMPRO ออกมาเพื่อทำกำไรหากได้ราคาที่ดีนั้น เห็นว่าเป็นแนวคิดปรัชญาของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ที่ผ่านยังไม่มีการขายออกมา แม้ราคา HMPRO จะดี แต่อาจยังไม่ใช่ราคาที่ต้องการ

“คุณวุฒิ” กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนเจ้าของธุรกิจเป็นเรื่องปกติ เพราะตัวธุรกิจมีมูลค่าในตัวเอง แต่ในฐานะผู้บริหารคนทำงานต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดโดยยึดที่ตัวสถาบันเป็นสำคัญ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี