
บ้านปูเบรกลงทุน5พันล้าน
มุ่งสร้างกำไรจากการลดต้นทุนผลิตสนใจธุรกิจโซลาร์คาดสรุปที่ญี่ปุ่นเร็วๆนี้
มุ่งสร้างกำไรจากการลดต้นทุนผลิตสนใจธุรกิจโซลาร์คาดสรุปที่ญี่ปุ่นเร็วๆนี้
บ้านปู ชะลอลงทุน 150 ล้านเหรียญ มุ่งกำไรจากเน้นลดต้นทุนผลิตมากกว่าเพิ่มผลิต
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า ได้ชะลอแผนการลงทุนเหมืองในมองโกเลียลง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และออสเตรเลีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้แผนการลงทุนในระยะ 2 ปี (2557-2558) ลดลง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,800 ล้านบาท เหลือจำนวน 629 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับสาเหตุที่ชะลอการลงทุน เพราะมองว่ายังไม่ใช่จังหวะเหมาะสมในการลงทุนขนาดหนักและระยะยาวเพื่อเพิ่มจำนวนสินค้า (ซัพพลาย) ในตลาด ท่ามกลางปริมาณสินค้าในตลาดมีอยู่ในระดับสูง และการชะลอการลงทุนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต เนื่องจากมีวิธีการเพิ่มซัพพลายได้เร็ว ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตจากเหมืองเดิมที่มีอยู่ หรือการซื้อเหมืองที่ผลิตอยู่แล้ว
“ขณะนี้บ้านปูไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับการเร่งขยายกำลังการผลิต แต่จะมุ่งลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงคุณภาพในการผลิตมากกว่า เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยเหมืองในออสเตรเลียตั้งเป้าจะลดต้นทุนในการผลิตให้เหลือ 49 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากปีที่แล้ว 52 เหรียญสหรัฐ เหมืองที่อินโดนีเซียจะลดให้เหลือ 60 เหรียญสหรัฐ จากปีที่แล้ว 63 เหรียญสหรัฐ” นายชนินท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนโครงการหงสายังคงสัดส่วนเดิม กว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตามแผนจะใส่ส่วนของทุนเมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2558 จำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2559 อีกกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านแหล่งเงินในการลงทุนนั้น นอกจากจะอาศัยกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งแต่ละปีจะมีกำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ยและค่าเสื่อม (อีบิตดา) 600-700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพียงพอต่อความต้องการใช้เงินลงทุน แต่ในกรณีมีการลงทุนใหม่และขนาดใหญ่อาจอาศัยการกู้เงินได้
ปัจจุบันบริษัทมีหนี้ประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นหนี้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ยคงที่ประมาณ 65% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงจะช่วยให้บริษัทมีภูมิคุ้มกันหากดอกเบี้ยทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายชนินท์ ยังได้กล่าวถึงผลประกอบการในปีนี้ คาดว่ารายได้จะใกล้เคียงกับปี 2556 ที่ 1.2 แสนล้านบาท แม้ปริมาณการขายถ่านหินจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ 72 เหรียญสหรัฐ
“ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้บริษัทสามารถขายถ่านหินได้จำนวน 22.8 ล้านตัน ส่วนครึ่งปีหลังอีก 25.5 ล้านตัน คาดว่าทั้งปีจะสามารถขายได้ 48.8 ล้านตัน” นายชนินท์ กล่าว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรสุทธิ 682 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 265 ล้านบาท หรือประมาณ 63% เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ 417 ล้านบาท และรวม 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 2,482 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,312 ล้านบาท หรือ 112% จากกำไรสุทธิ 1,170 ล้านบาท
การลงทุนในโครงการธุรกิจโซลาร์นั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและมุ่งให้ความสนใจลงทุนใน 23 ประเทศ คือ ไทย จีน และญี่ปุ่นเป็นหลัก ในส่วนของญี่ปุ่นนั้นน่าจะได้ข้อสรุปประมาณปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปี 2558 ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในระดับสูง เพราะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่
อย่างไร่ก็ดี สาเหตุที่บริษัทสนใจลงทุนธุรกิจโซลาร์ในต่างประเทศมากกว่าประเทศไทย เพราะมองว่าบริษัทเริ่มต้นทำธุรกิจดังกล่าวในประเทศไทยช้าเกินไป จึงต้องเริ่มไปรุกธุรกิจในต่างประเทศแทน
นายชนินท์ ยังกล่าวถึงกรณีประเทศอินโดนีเซียมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและมีรัฐบาลชุดใหม่ว่า ยังประเมินได้ยากว่ารัฐบาลใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางด้านพลังงานอย่างไร แต่เชื่อว่านายกฯ คนใหม่น่าจะให้ความสำคัญกับการเน้นพัฒนาประเทศ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะจะช่วยให้ค่าเงินมีเสถียรภาพมากขึ้น การกำหนดนโยบายจะเป็นมิตรกับการลงทุนมากขึ้น และข้อสำคัญจะมีการเปิดเสรีอาเซียนในปีหน้า น่าจะทำให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น







