
ธปท.ฟันธงสินเชื่อครึ่งปีหลังโตสูง
สัญญาณศก.เริ่มดีกสิกรมั่นใจได้เป้าปล่อยกู้ปีนี้78%
สัญญาณศก.เริ่มดีกสิกรมั่นใจได้เป้าปล่อยกู้ปีนี้78%
แบงก์ผ่อนคลายเกณฑ์ปล่อยกู้ กระตุ้นสินเชื่อเริ่มขยายตัว ธปท.คาดครึ่งปีหลังเติบโตสูง
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ของปีนี้ ขยายตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.3% แต่ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 9.8%
อย่างไรก็ตาม ซึ่งถือว่าโตในอัตราชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 9.8% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจโต 6.6% จากไตรมาสก่อน 9.4% สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 4.2% จาก 6.9% สินเชื่อเอสเอ็มอี 8.9% จาก 11.7% และสินเชื่ออุปโภคบริโภค 8.8% จาก10.7% อยเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น เพราะสินเชื่อใน 2 เดือนสุดท้ายของไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท
“เท่าที่ดูแบงก์ส่วนใหญ่มีเป้าหมายสินเชื่อโตเฉลี่ยปีนี้ที่ 810% ต่อปี แต่มาลดเป้าหมายลงเมื่อเจอผลกระทบจากการเมืองลงเหลือ 68% แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง แบงก์ส่วนใหญ่ยังเป้าคงไว้ที่ 68% เช่นเดิม เพราะสัญญาณสินเชื่อดีขึ้นแล้ว เห็นได้จาก 2 เดือนสุดท้ายของไตรมาส 2 สินเชื่อขยายตัวกระเตื้องขึ้น คือ เพิ่มขึ้นถึง 1 แสนล้านบาทจากทั้งไตรมาส 2 เพิ่ม 1.2 แสนล้านบาท สูงขึ้นจากไตรมาสแรกที่เพิ่ม 8.6 หมื่นบาท จึงเชื่อว่าสินเชื่อในครึ่งปีหลังน่าจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรกค่อนข้างมาก” นายอานุภาพ กล่าว
นายอานุภาพ กล่าวว่า สินเชื่อที่น่าจะดีขึ้นยังเป็นสินเชื่อเคหะ หากความต้องการบริโภคในประเทศยังดี ภาพการขอสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคน่าจะยังไปได้ ยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ที่แบงก์เข้มงวดขึ้น อัตราการอนุมัติสินเชื่อก็ต่ำ สะท้อนถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง แบงก์เองก็ระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น แต่เท่าที่ดูสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ยังทรงตัว แต่ถ้าดูในระยะยาวก็มีแนวโน้มเพิ่ม แต่ไม่ได้เพิ่มในลักษณะน่าตกใจอะไร เช่นเดียวกันสินเชื่อเอสเอ็มอีที่โตได้ค่อนข้างดี บวกกับทางการ และธนาคาเองก็มีมาตรการช่วย จึงน่าจะช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีโตดีขึ้น” นายอานุภาพกล่าว
ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันคุณภาพสินเชื่อยังทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ดี เห็นได้จากเอ็นพีแอลก่อนหักกันสำรองยังทรงตัวที่ระดับ 2.3% ของสินเชื่อรวม เช่นเดียวกันเอ็นพีแอลหลังหักกันสำรอง( Net NPL) ทรงตัวอยู่ที่ 1.1% ของสินเชื่อรวม ส่วนเอ็นพีแอลของสินชื่อธุรุกิจทรงตัวอยู่ที่ 2.2% เอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า 2.4%
ขณะที่สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ(เอสเอ็ม)หรือสินเชื่อค้างชำระตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 3 เดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 2.3% ของสินเชื่อรวมในไตรมาสแรก เพิ่มเป็น 2.4% ของสินเชื่อรวมในไตรมาส 2 แบ่งเป็น เอสเอ็มของสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มเป็น 3.5% จาก 3.4% และเอสเอ็มสินเชื่อธุรกิจคงที่ที่ 2% อย่างไรก็ดี หากแบ่งตามรายธุรกิจจะพบว่า เอสเอ็มของสินเชื่ออุตสาหกรรมเพิ่มจาก 3.9% เป็น 4.1% อสังหาฯและก่อสร้างเพิ่มจาก 2.4% เป็น 2.9% ส่วนเอสเอ็มของสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ลดลง จาก 1.6% เหลือ 1.5% บริการลดลงจาก 3% เหลือ 2.9% และสินเชื่อสาธารณูปโภคลดลงจาก 2.3% เหลือ 1.9%
“ เชื่อว่าจากการดูแลอย่างใกล้ชิดของแบงก์จะไม่ทำให้เอสเอ็มทั้งระบบเพิ่มขึ้นมากมายนักจากระดับปัจจุบัน และถึงจะเพิ่มขึ้นบ้างก็ไม่ทำให้ธนาคารมีภาระการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก เพราะปัจจุบันตั้งไว้ค่อนข้างสูงมาก โดยทั้งระบบตั้งสำรองไว้ประมาณ 4 แสนล้านบาท ในส่วนนี้เป็นสำรองส่วนเกิน 1.6 แสนล้านบาท ส่วนในไตรมาส 2 ปีนี้มีการตั้งสำรองอีก 8,600 ล้านบาท ถือว่าระบบมีการรองรับปัญหาคุณภาพสินเชื่อได้มาก ความจำเป็นที่จะกันสำรองเพิ่มในระยะต่อไปคงไม่มี ส่วนที่กังวลกันว่าสินเชื่อรถยนต์ของแบงก์อาจจะทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มเป็นเอสเอ็มนั้น มองว่าถึงเอสเอ็มสินเชื่อรถยนต์จะสูงขึ้น แต่เปลี่ยนเป็นเอ็นพีแอลไม่มาก เพราะแบงก์ใช้วิธียึดรถที่ค้างชำระเกินกำหนดแล้วนำรถยนต์ไปขาย แต่ก็ยอมรับว่ามีปัญหาบ้างในช่วงที่ราคารถยนต์มือสองปรับลดลงมากประมาณ 2030% เพราได้รับผลกระทบของโครงการรถยนต์คันแรกที่มีรถใหม่เข้าตลาดมากอาจจะทำให้แบงก์ขาดทุนในส่วนนี้บ้าง เพราะขาดออกในราคาที่ถูกลง” นายอานุภาพกล่าว
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2557 หากขยายตัวได้ถึง 2.5% ซึ่งเป็นกรอบบนที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองไว้ ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เพราะเศรษฐกิจอืดมาครึ่งปี ส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยปีนี้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งหากเติบโตได้ตามเป้า 78% ก็พอใจแล้ว
ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แม้ขณะนี้จะสามารถรักษาให้อยู่ในระดับต่ำได้ แต่ก็ยังต้องระมัดระวัง เพราะสังคมไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะต้องจับตา ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ดีที่สุด คือ อย่ามีหนี้มากเกินไป ส่วนภาคธนาคารก็พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้เหมาะสมในกรอบของความเป็นจริง ตามความสามารถชำระหนี้ต้องเหมาะสมกับรายได้ของลูกหนี้
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกแม้สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่เอื้ออำนวย แต่ธนาคารสามารถสร้างผลประกอบการได้น่าพอใจ มีกำไร 2.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายได้สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็สามารถบริหารได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีหลังยังไม่มั่นใจว่าผลประกอบการจะสูงกว่าครึ่งปีแรกมากนัก แม้ว่ากลไกรัฐจะขับเคลื่อน แต่ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการวางกรอบและเตรียมความพร้อมที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นจะไม่มีผลต่อสินเชื่อปีนี้มาก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายของครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรกอยู่แล้วตามฤดูกาล ที่จะแข่งขันสูงในการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นใช้จ่าย
ทั้งนี้ วางเป้าหมายสินเชื่อขยายตัวไม่เกิน 8% ซึ่งครึ่งปีแรกสินเชื่อเติบโต 2.29% การจะถึงเป้าหมายก็ท้าทายพอสมควร เป็นหน้าที่ของผู้บริหารสายงานที่ต้องผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ สินเชื่อรายใหญ่ 57% สินเชื่อเอสเอ็มอี 68% และสินเชื่อรายย่อย 69% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัวในกรอบ 1.82.5% หรือเฉลี่ย 2.3%
"ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่มีผลกับเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เพราะนักธุรกิจวางแผนง่ายขึ้น หลังจากชะลอไปเพราะไม่รู้ทิศทางการเมืองจะจบยังไง แต่เมื่อเปลี่ยนแปลง ความชัดเจนเข้ามา ปัญหาเดิมๆ ถูกแก้ไข มีการจัดทำงบประมาณทันกำหนด ภาคเอกชนเริ่มกู้เงินเตรียมตัวลงทุน จากนั้นจะหมุนเวียนไปยังซัพพลายเชน เอสเอ็มอี และรายย่อย การบริโภคก็เริ่มหมุน" นายปรีดี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลของการวางรากฐานที่ดีในปีนี้ จะไปเห็นเป็นรูปธรรมในปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 5.5% ขณะที่ ในภาคการลงทุนที่อาจเริ่มประมูลในช่วงปลายปีนี้ จะไปเริ่มก่อสร้างในปีหน้า และก็จะมีผลกับการเบิกใช้สินเชื่อของธนาคารในปีหน้าด้วย โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินคร่าวๆ สินเชื่อจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 9%
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอก ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ยูเครนรัสเซียสหรัฐ ไม่เว้นแม้แต่โรคระบาดอีโบล่า ที่จะกระทบกับการท่องเที่ยว
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เคยมีก็ยุติลงแล้ว และเริ่มมีการจัดการกฎระเบียบต่างๆ สิ่งที่ต้องติดตามต่อ คือ คณะรัฐมนตรี และนโยบายบริหารประเทศ นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็น่าห่วงเพราะกดดันการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ โดยปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ธนาคารมีทีมงานติดตามภาพรวมและประเมินความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาว่ากระทบลูกค้ามากน้อยเพียงใด







