
ยักษ์นุ่งห่มบุกหนัก
ขยายฐานในอาเซียนให้ครบ40ทำเลในปี’59แก้ปมขาดแคลนแรงงานหาสิทธิจีเอสพี
ขยายฐานในอาเซียนให้ครบ40ทำเลในปี’59แก้ปมขาดแคลนแรงงานหาสิทธิจีเอสพี
บิ๊กนุ่งห่มไทยเร่งขยายฐานเพื่อนบ้านรับแรงงานขาด คาดปี 2559 ผุด 40 แห่งทั่วอาเซียน
นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยเปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 21 บริษัท ซึ่งครองสัดส่วนยอดส่งออกรวมกัน 3040% ของอุตสาหกรรม ได้ขยายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียนแล้วถึง 29 บริเวณ และภายในปี 2559 คาดว่าจะมีการขยายเพิ่มเติมเป็น 3540 บริเวณ
“อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มให้ความสำคัญกับ 2 เรื่อง คือ 1.กำลังคน เนื่องจากเราเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก 2.สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อให้ค้าขายเก่งแค่ไหน แต่ถ้าเจอภาษีสูงมาก ต้นทุนก็อาจแข่งขันลำบากอยู่ดี การขยายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านกำลังคนและสิทธิประโยชน์” นายยุทธนา กล่าว
สำหรับประเทศหลักๆ ที่ผู้ประกอบการนิยมขยายฐาน ได้แก่ พม่าและเวียดนาม เนื่องจากเป็น 2 ประเทศที่ยังมีกำลังคนจำนวนมาก และได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป (อียู) ตามด้วยกัมพูชาและอินโดนีเซีย ขณะที่ลาวไม่ค่อยมีผู้สนใจขยายฐานการลงทุนมากนัก เนื่องจากไม่มีกำลังแรงงาน
ขณะที่แนวโน้มหลังปี 2559 ไปจนถึง 10 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการในระดับเอสเอ็มอี ซึ่งมีการจดทะเบียนไว้ราว 2,000 โรงงาน จะเริ่มตัดสินใจขยายฐานบ้าง เพราะคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมน้อยลง โรงงานในไทยจะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไปที่จะเข้ามาบริหารประเทศแก้ไข 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ 1.ปัญหาการเก็บภาษีซ้อน ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านยังคงต้องเสียภาษีนำเงินกลับเข้ามาในประเทศต่างจากฮ่องกงและเกาหลีใต้ คู่แข่งในอุตสาหกรรมที่ขยายฐานมายังแถบอาเซียนเช่นกัน เพราะทั้งคู่ไม่มีการเก็บภาษีซ้อน
2.ปัญหาระเบียบการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันขั้นตอนการตรวจสินค้าของภาครัฐยังคงซับซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาและต้นทุนมากขึ้น ภาครัฐจึงควรเร่งดำเนินการระบบศุลกากรเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวระดับชาติ (National Single Window) ให้เสร็จสิ้น ลดขั้นตอนต่างๆ ลง
ข้อมูลจากสมาคม ระบุว่า มูลค่าการส่งออกรวมในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยปี 2556 อยู่ที่ 2,873.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.58% จากปี 2555







