
โลจิสติกส์ไทยกระทบหนัก
หวั่นเปิดเสรีเอสเอ็มอีแข่งขันยากเพื่อนบ้านจ่อบุกแข่งภาคใต้พื้นที่ชายแดน
หวั่นเปิดเสรีเอสเอ็มอีแข่งขันยากเพื่อนบ้านจ่อบุกแข่งภาคใต้พื้นที่ชายแดน
เปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์กระทบเอสเอ็มอีไทยที่ให้บริการขนส่งชายแดนหนัก
นายพงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า การเปิดเสรีภาคบริการในธุรกิจโลจิสติกส์ตามข้อตกลงของอาเซียน ไทยได้เปิดเสรีไปแล้วส่วนหนึ่งตั้งแต่ปี 2553 ที่เปิดเสรีด้านอากาศ ปี 2555 เปิดเสรีทางน้ำ และที่เหลือจะต้องเปิดเสรีภายในสิ้นปี 2558 ซึ่งพอถึงเวลานั้นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยจะได้รับผลมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ให้บริการอยู่ทางภาคใต้ หรือชายแดนของไทย
ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าทางภาคใต้ของไทยไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ เกือบทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยพ่อค้าชาวมาเลเซีย เนื่องจากรถขนส่งสินค้าของไทยไม่สามารถเข้าไปยังมาเลเซียได้ จึงต้องใช้บริการผู้ประกอบการมาเลเซีย เพื่อส่งไปยังตลาดในมาเลเซียและสิงคโปร์
ขณะที่ การขนส่งจากมาเลเซียเข้ามาในเมืองไทยรถมาเลเซียสามารถเข้ามาได้ถึงหาดใหญ่ และต้องมาใช้บริการการขนส่งท้องถิ่นของไทยต่อ แต่หากเปิดเสรีแล้วผู้ประกอบการจากมาเลเซียสามารถเข้ามาตั้งบริษัทโลจิสติกส์ในเมืองไทยได้ และขนส่งโดยใช้เครือข่ายของตัวเอง ทำให้ผู้ประกอบการไทยในภาคใต้อาจมีปัญหา เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้ควบคุมตลาด และขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ
ด้านการขนส่งชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา ผู้ประกอบการไทยมักทำธุรกิจผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยพ่อค้าคนกลางไปทำโลจิสติกส์ภายในประเทศเอง ทำให้ตลาดโลจิสติกส์เป็นของพ่อค้าท้องถิ่น ซึ่งหากไทยจะเข้าไปแข่งขันในตลาดนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก ส่วนการขนส่งทางภาคเหนือ การขนส่งทางแม่น้ำโขงท่าเรือเชียงแสน เรือส่วนใหญ่เป็นของจีนเกือบทั้งหมด ผู้ประกอบการไทยจึงค่อนข้างลำบากที่จะแข่งขันในธุรกิจนี้เพราะไม่มีแต้มต่อเลย
นอกจากนี้ หลังจากปี 2558 จะมีธุรกิจโลจิสติกส์จากบริษัทระดับโลกเข้ามาในเมืองไทยอีกระลอก ซึ่งครั้งนี้จะเป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เพื่อเข้ามาจับตลาดในเมืองไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ประกอบการไทย
สำหรับผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งได้ปรับตัวไปแล้ว เช่น หาหุ้นส่วนต่างชาติเข้ามาร่วมทำธุรกิจ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือการพยายามนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และให้บริการที่ทันสมัย แต่กลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบการจำนวนน้อยประมาณ 30 บริษัทที่ปรับตัวแล้ว จากบริษัทโลจิสติกส์ที่มีในเมืองไทยประมาณ 2 หมื่นราย







